ไฟเขียวเก็บภาษีหุ้น-รีดแมลงเม่า ยกเว้น ‘กองทุน-รายใหญ่’ ตั้งเป้าโกยเงิน 1.6 หมื่นล้าน/ปี

ภาพโดย Sergei Tokmakov, Esq. https://Terms.Law จาก Pixabay

ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีหุ้น-รีดแมลงเม่า ยกเว้น ‘กองทุน-รายใหญ่’ ตั้งเป้าโกยเงิน 1.6 หมื่น ล./ปี

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดเก็บภาษีขายหุ้นในอัตราไม่เกิน 0.10% โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจร่างกฎหมาย และเมื่อกฎหมายประกาศลงในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้จะมีช่วงเวลาให้ปรับตัว 3 เดือน โดยนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) จะเป็นคนรวบรวมภาษีเพื่อจัดส่งกรมสรรพากร

“จะเรียกเก็บตั้งแต่บาทแรกที่มีการขายหุ้นเกิดขึ้น โดยคาดว่าการจัดเก็บภาษีขายหุ้นนี้ หากเก็บเต็มปีจะสร้างรายได้ให้รัฐบาล 1.5-1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี ในฐานอัตราเรียกเก็บที่ 0.10%” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวว่า การเก็บภาษีขายหุ้นดังกล่าวจะยกเว้นในส่วนของกองทุนต่างๆ อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และบรรดานักลงทุนรายใหญ่ (มาร์เก็ต เมกเกอร์) ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ อีกทั้งบางกองทุนก็มีการออกตราสาร มีส่วนช่วยกระตุ้นสภาพคล่องให้มีการซื้อขายกันมากขึ้น จึงมีการยกเว้นให้

“การจัดเก็บภาษีขายหุ้นครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งในส่วนที่กังวลว่าผู้ขายหุ้นจะขายขาดทุนต้องมาถูกเก็บภาษีขายหุ้นอีกนั้น ผู้ขายไม่ต้องนำมาคิดรวมเพราะเป็นส่วนของหลักเกณฑ์ในการซื้อขายหุ้น โดยหลักการของธุรกิจเฉพาะจะเสียภาษีเพียงครั้งเดียว และไม่ต้องกลับมารายงานให้สรรพากรแต่อย่างใด เชื่อว่ากฎหมายการเก็บภาษีขายหุ้นจะไม่มีผลกระทบกับตลาดหุ้นมากนัก เนื่องจากเรื่องนี้มีการพูดคุยกันมาตั้งแต่ปี 2564 แล้ว” นายอาคมกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะเริ่มเก็บในอัตรา 0.05% หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 จากนั้นจะจัดเก็บเต็มอัตราที่ 0.10% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ดังนั้น ในปีแรกจะมีรายได้เข้ารัฐประมาณ 8 พันล้านบาท และในปีต่อๆ ไปจะมีรายได้เพิ่มเป็น 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ ภาษีการขายหุ้นเป็นการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถูกยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อมีการจัดเก็บแล้ว กระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาท

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยในการเตรียมกระบวนการจัดเก็บภาษีขายหุ้น เพื่อให้มีภาระต้นทุนที่ต่ำและมีประสิทธิภาพในการทำงานของทั้งอุตสาหกรรม รวมถึงจะมีการเตรียมข้อเสนอในรายละเอียดการจัดเก็บภาษีให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากผู้ลงทุนในบางประเภทธุรกรรม โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะแจ้งข้อมูลความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีขายหุ้นไม่ได้มีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นและบรรยากาศการซื้อขาย เพราะไม่ได้เป็นปัจจัยใหม่ รวมถึงมองว่านักลงทุนคงไม่ได้ตกใจหรือเกิดการตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายและบรรยากาศการซื้อขายแน่นอน เพราะมีความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งในสหรัฐและยุโรป ทำให้ผลกระทบจะซ้ำซ้อนกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนมากอยู่แล้ว อาจเห็นดัชนีหุ้นร่วงลงในไตรมาส 2/2566

นายวิจิตรกล่าวว่า เช่น ในต่างประเทศเมื่อมีการเก็บภาษีหุ้น เห็นปริมาณการซื้อขายลดลงกว่า 20% ในช่วงแรก โดยความกังวลอยู่ที่การกำหนดเก็บภาษีขาขายออก หากเป็นการขายเพื่อตัดขาดทุน ก็เท่ากับนักลงทุนขาดทุนอยู่แล้ว ยังต้องเสียเพิ่มในแง่ภาษีอีก ถือเป็นการซ้ำเติมนักลงทุน ทำให้ภาครัฐจะต้องกลับไปทบทวนรายละเอียดข้างในให้รอบคอบ ว่าจะลดผลกระทบผู้ขาดทุนได้อย่างไรบ้าง เพราะควรเป็นการเก็บในแง่การมีกำไรมากกว่า

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image