‘เวิลด์แบงก์’ชม’บิ๊กตู่’ขึ้นค่าแรง2%เหมาะสม-ชี้หากขึ้นพรวดเดียวเหมือนปี56จะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานระยะยาว

23.11.16 | 14:23 น.

นายดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวในงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 5/2559 ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องงานการวิจัย “ค่าแรงขั้นต่ำ บทเรียนจากนโยบาย 300 บาท” ว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เป็นต้นมา เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เนื่องจากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างเฉียบพลันและสูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหากดูจากโครงสร้างค่าจ้างเพียงอย่างเดียว อาจสรุปได้ว่านโยบายนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างค่าจ้างได้ค่อนข้างมาก แต่เมื่อมองลึกลงไปพบว่ามีแรงงานจำนวนไม่น้อย หรือประมาณ 30-40% ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบาย สะท้อนให้เห็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ แล้วพบว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตราที่สูงมากๆ แบบฉับพลัน ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเวลาปรับตัว จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ไม่เข้มแข็งพอ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และระดับต่ำกว่าเอสเอ็มอี (ไมโครเฟิร์ม)


“หากพิจารณาในส่วนแรงงานจะพบว่า กลุ่มแรงงานหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15-24 ปี ที่มีการศึกษาระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือแรงงานทักษะต่ำ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยการถูกเลิกจ้างหรือถูกผลักไปสู่สภาพการทำงานที่แย่ลงหรือออกนอกระบบ และไม่ได้รับการคุ้มครองดูแลตามกฎหมาย ดังนั้น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างฉับพลันและสูงจะเป็นผลกระทบต่อตลาดแรงงานในระยะยาว นโยบายนี้จึงไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการจะช่วยเหลือ” นายดิลกะกล่าว และว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องคำนวณอัตราค่าแรง ตามพื้นที่จังหวัดเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ อัตราเงินเฟ้อและความสามารถหรือฝีมือของแรงงาน ทั้งนี้จะต้องมีการประกาศล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวและประเมินสถานการณ์ค่าแรงในอนาคตได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องมีการพัฒนาแรงงาน หรือให้มีการเทรนนิ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

“สำหรับมติการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่เห็นชอบให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 69 จังหวัดทั่วประเทศ ในอัตรา 5-10 บาท ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างภายใต้ระบบไตรภาคีเสนอนั้น มองว่ามีทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 2% ซึ่งจะไม่กระทบกับต้นทุนและการลงทุนในอนาคตของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม อยากฝากว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างมีผลกระทบต่อตลาดแรงงานในระยะยาวจึงไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด หากไม่เพิ่มผลิตภาพ หรือประสิทธิภาพในภาคการผลิตโดยเฉพาะจากปัจจัยแรงงาน สุดท้ายนโยบายนี้ก็จะไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ทั้งนี้ อาจจะเป็นอุปสรรคของการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย” นายดิลกะกล่าว