หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘SCB’ เปิด 6 ...

‘SCB’ เปิด 6 ปัจจัยฉุดเศรษฐกิจปี’66 เสี่ยงถดถอยสูง ดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ ออกฤทธิ์

2.12.22 | 11:27 น.

‘SCB’ เปิด 6 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปี’66 ชี้ครึ่งปีแรกโอกาสดีสะสมหุ้นกู้คุณภาพสูง

วันที่ 2 ธันวาคม นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้น จากปัจจัยดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นออกฤทธิ์ โดยมี 6 ประเด็น 1.อัตราเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้วในหลายประเทศ แต่ยังปรับตัวลดลงช้าและเกินเป้าหมาย ทำให้การจัดการเรื่องเงินเฟ้อเป็นประเด็นหลักที่ธนาคารกลางต้องทำนโยบายการเงินแบบตึงตัว

2.อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบช้าลง ช่วงครึ่งแรกปี 2566 และจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ยช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย คาดว่าดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปี 2565 จะอยู่ที่ 4.50% และปี 2566 จะปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% แล้วคงดอกเบี้ยที่ 5.25% ต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2566

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดอกเบี้ยปี 2566 คาดว่าจะปรับดอกเบี้ยอีก 0.50% เป็น 1.75% จะขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่มากนัก เนื่องจากแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น โดยประเมินค่าเงินบาทปลายปี 2565 อยู่ที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปลายปี 2566 อยู่ที่ 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ การเริ่มกลับมาเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในอัตราเดิม 0.46% จากที่เคยปรับลดลงเหลือ 0.23% จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องส่งผ่านต้นทุนส่วนหนึ่งไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือนผ่านดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย

3.ผลจากอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยในระดับสูง ทำให้เกิดภาวะการชะลอลงของเศรษฐกิจหลักอย่างมีนัยและพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะยูโรโซน และอังกฤษ เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงสูง จากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และวิกฤตด้านพลังงาน

Advertisement

4.การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการประท้วงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันให้ทางการจีนยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ในปี 2566 แต่เปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนและนักท่องเที่ยวจีน

5.ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์จากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อไป

6.การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลกจะยิ่งเร็วขึ้น ตามกระแสภูมิรัฐศาสตร์ ความยั่งยืน (ESG) Geopolitics, ESG, และนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) โดยปัจจัยด้านความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งและด้านความมั่นคงจะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกำพล กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2566 เน้นการลงทุนแบบระมัดระวังและ กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง จึงแนะนำถือเงินสดหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ 5-15% ของพอร์ตโฟลิโอ แนะสะสมพันธบัตร/หุ้นกู้ โดยทยอยเพิ่มระยะเวลา แต่เน้นที่มีคุณภาพสูง และในภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว นักลงทุนควรเน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจากกระแสเงิน (Yield) มากกว่าผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (capital gain)

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยังต้องระวังกับดักด้านมูลค่า (Valuation trap: P/E ) ต่ำจากราคาที่ปรับลง แต่กำไรในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลงเช่นกัน สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ แนะนำทยอยสะสมหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้และกำไรต่อเนื่องจากอานิสงค์การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงถดถอย แต่การเปิดเมืองของจีนและการลดกำลังการผลิตของโอเปคพลัส ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันโลก การปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบช้าลงของเฟด ส่งผลให้แรงกดดันค่าเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในประเทศที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มกลับมาเกินดุล เช่น ไทย ทำให้การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีความจำเป็นมากขึ้น