หน้าแรก เศรษฐกิจ ออมสินเผยดัชน...

ออมสินเผยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก ไตรมาสที่ 3 ปรับตัวดีขึ้น

23.11.16 | 15:28 น.

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) ประจำไตรมาส 3 ปี 2559 จากการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั่วประเทศ จำนวน 1,526 ตัวอย่างพบว่ามีสัญญาณดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 49.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ปี 2559 ที่อยู่ระดับ 44.1 ซึ่งประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่ามีความมั่นใจในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในอนาคตว่าจะปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบใกล้เคียงปกติ ที่ควรอยู่ระดับ 50

“การที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากต่อสถานการณ์ใน 6 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 45.9 ใน ไตรมาสที่ 2 ปี 2559 มาอยู่ที่ระดับ 51.8 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนระดับฐานรากส่วนใหญ่ มีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้าในระดับที่ดี เนื่องจากคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นใน ด้านต่างๆ เทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2559 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอย การหารายได้ การออม ภาวะเศรษฐกิจ และการหางานทำ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนด้านภาระหนี้สินปรับตัวลดลง” นายชาติชายกล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญและเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 เป็นต้นไป ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติเกี่ยวกับการใช้จ่ายของประชาชนระดับฐานราก โดยเมื่อสอบถามถึงลักษณะของรายได้หลักในปัจจุบัน จากการสำรวจ พบว่า เกินกว่าครึ่งได้รับรายได้เป็นรายเดือน 60.9% รองลงมาได้รับรายได้ไม่แน่นอน 19.9% ได้รับรายได้แบบเป็นรายวัน 17.0% และรายสัปดาห์ 1.9% ในส่วนของความถี่ในการรับรายได้หลัก พบว่าส่วนใหญ่ได้รับรายได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี 79.0% ได้รับเมื่อมีผู้มาจ้าง 18.8% และได้รับตามฤดูกาล โดยเฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง 2.2% โดย แหล่งที่มาของรายได้หลัก 3 อันดับแรก คือ รายได้ที่เป็นเงินค่าจ้าง 52.5% จากการค้าขาย 29.2% และจากการรับจ้างไม่ประจำ 11.3%

สำหรับในส่วนของพฤติกรรมการออม จากการสำรวจ พบว่า เกินกว่าครึ่งไม่มีการออม 58.4% ส่วนอีก 41.6% มีการเก็บออม โดยอัตราการออมเฉลี่ยอยู่ที่ 15.4% ของรายได้ เมื่อถามถึงการทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย 72.1% และมีเพียง 27.9% ที่มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเมื่อสอบถามถึงการเป็นสมาชิกกองทุนที่เกี่ยวกับการออม พบว่า ครึ่งหนึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน ใดเลย 51.3% ส่วนกองทุนที่เป็นสมาชิกมากที่สุด คือ กองทุนประกันสังคม 37.3%

Advertisement