‘ฐากร ชัยสถาพร’ นำทัพ SNNP โชว์กลยุทธ์ รุกตลาด ‘เวียดนาม’ ยืนหนึ่ง ‘ขนมขบเคี้ยว’ ทะลุ 2,000 ล้านใน 5 ปี

4.12.22 | 12:53 น.
‘ฐากร ชัยสถาพร’ นำทัพ SNNP โชว์กลยุทธ์ รุกตลาด ‘เวียดนาม’ ยืนหนึ่ง ‘ขนมขบเคี้ยว’ ทะลุ 2,000 ล้านใน 5 ปี

‘ฐากร ชัยสถาพร’ นำทัพ SNNP
โชว์กลยุทธ์ รุกตลาด ‘เวียดนาม’
ยืนหนึ่ง ‘ขนมขบเคี้ยว’ ทะลุ 2,000 ล้านใน 5 ปี

ก ารพัฒนาของ “เวียดนาม” ที่ก้าวกระโดดในช่วงหลัง ทำให้อีกไม่นานเวียดนามจะมีศักยภาพแซงหน้าไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน สะท้อนได้จากตัวเลขจีดีพีของเวียดนาม มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประมาณ 6-7% ยกเว้นช่วงปี 2020-2021 ที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลก ทำให้จีดีพีของเวียดนามมีอัตราการขยายตัวที่ลดลง แต่ยังคงเติบโตได้

ด้านสถิติประชากร มีการประมาณการในปี 2022 ว่าประชากรของเวียดนามจะมีจำนวนกว่า 99 ล้านคน เป็นลำดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เวียดนาม ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ต่างชาติให้ความสนใจในการลงทุน จากข้อได้เปรียบในเรื่องอัตราค่าจ้าง ราคาวัตถุดิบในการผลิต และแรงงานยังอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว โดยมีเงินลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและดำเนินการแล้วประมาณ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2022

ในอดีตเวียดนามถูกมองเป็นประเทศที่มีแต่สงคราม คนล้มตายไปมากกว่า 3 ล้านคน ในช่วงสงครามเวียดนามที่สู้รบกันเอง แต่ทุกวันนี้เวียดนามเปลี่ยนจากสมรภูมิสู้รบฆ่าฟันกัน เป็นสมรภูมิที่รบกันด้วย “เศรษฐกิจ”

Advertisement

ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมูลค่ามากขึ้น และเมืองที่เศรษฐกิจสามารถหล่อหลอมเลี้ยงดูเวียดนามทั้งประเทศ นั่นคือ “โฮจิมินห์” หรือที่คนท้องถิ่นกว่า 89% เรียกว่า “ไซ่ง่อน”

โฮจิมินห์ในปัจจุบัน ถูกยกให้เป็นเมืองสุดฮอตของนักเดินทางสายฮิพ ความศิวิไลซ์ที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง กลมกลืนไปกับโลเกชั่นตรอกซอกซอย เสียงแตรรถที่ไม่มีวันหลับใหล ทำให้ทุกชั่วโมงในเมืองนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก

ในสมัยอาณานิคมของฝรั่งเศส โฮจิมินห์ ได้รับฉายาว่า “อัญมณีแห่งทางตะวันออก” แสดงให้เห็นถึงความพัฒนาและความเจริญรุ่งเรือง เรียกได้ว่า เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

จะเห็นได้ว่า เวียดนามกำลังเนื้อหอม ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยอย่าง บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ปักหมุดโชว์ศักยภาพตั้งโรงงาน S.T. Food Marketing Co.,Ltd. ผลิตสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ในเขตเวียดนามสิงคโปร์อินดัสเทรียลพาร์ก หรือ VSIP ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ของเวียดนาม ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ 30 กิโลเมตร

“เริ่มเฟสแรกด้วยการผลิตขนมขึ้นรูปและขนมปังแท่งแบรนด์ ‘โลตัส’ จากนั้นเดินเครื่องเต็มกำลังเพิ่มการผลิตสินค้าแบรนด์ ‘เบนโตะ’ และเยลลี่พร้อมดื่มและเยลลี่คาราจีแนนแบรนด์ ‘เจเล่’ วางเป้าโรงงานในเวียดนามเป็นฐานการผลิตสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยวและกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอย่างครบวงจร ภายในปี 2566 ปั้นยอดขายในเวียดนามทะลุ 2,000 ล้านบาท เติบโต 7 เท่า ภายใน 5 ปี พร้อมเดินหน้าสู่ผู้นำตลาดในระดับอาเซียน” คุณฐากร ชัยสถาพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลระหว่างพาคณะสื่อมวลชนไทยร่วมทริปดูธุรกิจของศรีนานาพรที่เวียดนาม

คุณฐากรกล่าวว่า บริษัทศรีนานาพร ดำเนินธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่าย ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม มานานกว่า 30 ปี นับแต่ปี 1972 จนถึงปี 2015 บริษัทเริ่มต้นจากการจัดตั้งร้านค้าส่งขนมภายใต้แบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียง มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป รวมถึงขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายในประเทศ หลังจากนั้นบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจจากร้านค้าส่ง เป็นผู้ผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคแทน

“ในปี 2016-2019 บริษัทอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้า ภายใต้ตราสินค้าหลัก ประกอบด้วย“เบนโตะ” , “โลตัส” และ “เจเล่” ยกระดับสินค้าพรีเมียมมากขึ้น มีอัตรากำไรสูงขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ ได้จัดตั้งบริษัท ศิริ โกลว์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ถือเป็นการเริ่มต้นการขยายการลงทุนและจัดตั้งโรงงานในกลุ่ม CLMV โดยเริ่มจากประเทศกัมพูชาและเวียดนาม เพื่อขยายกำลังการผลิตและประสิทธิภาพให้มากขึ้น”

ถึงแม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2020 แต่บริษัทศรีนานาพร ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการที่ดี และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของคุณฐากร โดยบริษัทยังคงคิดค้น พัฒนา และผลิตสินค้าใหม่ๆ เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ทำให้สินค้ามีความพรีเมียม และสร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Localization Strategy ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์ ราคา เครื่องหมายการค้า และการตลาด รวมถึงกระบวนการจัดจำหน่ายให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV

ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานทั้งสิ้น 6 โรงงาน ใน 3 ประเทศ ครอบคลุมประชากรราว 250 ล้านคน ในประเทศไทยและกลุ่ม CLMV โดยโรงงานในประเทศไทยมีด้วยกัน 4 โรง ในประเทศกัมพูชามี 1 โรง และประเทศเวียดนาม 1 โรง

คุณฐากร กางแผนโชว์ 4 กลยุทธ์ บุกตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มในเวียดนาม ได้แก่ 1.ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างบริษัท และบริษัทคู่ค้าในท้องถิ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าในเวียดนาม 2.การศึกษาความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในเวียดนาม จนมีความเชี่ยวชาญรวมถึงความเข้าใจในธุรกิจขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มในเวียดนามเป็นอย่างดี 3.การเข้ามาทำสัญญาเช่าที่มีระยะยาว เป็นระยะเวลา 40 ปี สำหรับการก่อตั้งโรงงานเพื่อเป็นฐานผลิตสินค้าสำหรับผลิตและจำหน่ายในเวียดนาม และส่งออกไปยังต่างประเทศในอนาคต โรงงานตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคใต้ของประเทศเวียดนาม และ 4.สินค้าหลักที่ส่งออกไปยังเวียดนาม ได้รับความนิยมมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าต่างๆ ในเวียดนามมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้คุณ “ใบเฟิร์น” – พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ใหกับผลิตภัณฑ์
เจเล่ สำหรับประเทศเวียดนามโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเวียดนาม

“บริษัทส่งออกสินค้าไปยังเวียดนามเป็นเวลานานกว่า 15 ปี ครึ่งปีแรกของปี 2022 บริษัทมีรายได้จากการขายจากประเทศเวียดนามรวม 218 ล้านบาท ขยายตัว 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยว 93% และกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม 7% ทั้งนี้ รายได้จากการขายในเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2020-2021 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2021 ที่ผ่านมามียอดขาย 332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2020 สำหรับรายได้จากการส่งออกครึ่งแรกของปี รวม 591 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม CLMV ประมาณ 77% และอีก 23% มาจากประเทศส่งออกอื่นๆ โดยรายได้จากการส่งออกของเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ขยายตัว 67% 55% และ 123% และรายได้จากการส่งออกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายจากเวียดนามไว้ที่ 2,000 ล้านบาท”

ข้อได้เปรียบที่ทำให้บริษัทมีรายได้พุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่ นั่นคือทำงานร่วมกับบริษัทคู่ค้าในท้องถิ่น ที่มีความเชี่ยวชาญและมีจุดแข็งในเรื่องของจุดกระจายสินค้าที่ครอบคลุมกว่า 140,000 ร้านค้า มีประสบการณ์ในการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคที่มีชื่อเสียงจากประเทศไทยกว่า 15 แบรนด์สินค้า มีทีมพนักงานขายกว่า 300 คน พร้อมด้วยผู้จัดการหลักอีก 30 คน ทำให้การกระจายสินค้าของบริษัทครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนามอย่างมีประสิทธิภาพ และมียอดขายเติบโต ภายในปี 2026 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 43%

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทไทยที่ไม่หยุดเติบโตแค่ในประเทศ แต่พร้อมทะยานสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นสู่ระดับภูมิภาค (Regional) ก่อนจะค่อยๆ เติบโตยิ่งๆ ขึ้นในระดับ Global

มุกริน อ่อนชั้น