“อาคม” ชี้ ภาษีขายหุ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นหนึ่งในแผนปฏิรูป สรรพากร เผย ตลาดหุ้นแข็งแรง ขยายตัวกว่า 22 เท่า จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมจะเก็บภาษี
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะและกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. นั้น หรือ การเลิกยกเว้นภาษีขายหุ้น อยู่ระหว่างการตีความ และรอประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนที่ 4 ถัดจากเดือนที่พระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประมาณ 90 วัน)
“การที่ยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีขายหุ้นนั้น เป็นสิ่งที่บรรจุไว้ในแผนของปฏิรูปภาษีและรายได้ของกระทรวงการคลัง เพราะปัจจุบันรายได้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลง ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักในการเก็บภาษีตัวนี้ ก็เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี และหลายประเทศก็เก็บภาษีนี้เช่นกัน ซึ่งภาษีการขายหุ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย เพราะมีมานานแล้ว แต่ได้ยกเว้นไปในปี 2535 เพื่อสนับสนุนให้ตลาดหุ้นมีการเติบโตได้” นายอาคม กล่าว

ด้านนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะเก็บภาษีจากการขายหุ้น เพราะตลาดมีความเข้มแข็งมากขึ้น ปัจจุบันมีมูลค่าตามราคาตลาดโดยรวมของหลักทรัพย์จดทะเบียน อยู่ที่ 20 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งโตกว่ารายได้ (จีดีพี) ประเทศ และมีการขยายตัวถึง 22 เท่าจากเมื่อประมาณปี 2534 ที่มีมูลค่าตลาดเพียง 9 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีดังกล่าวยังมีรูปแบบที่สากล หลายๆ ประเทศก็ดำเนินการอยู่
นายลวรณ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่กังวลว่าหลังจากเก็บภาษีขายหุ้นแล้ว จะทำให้ไทยไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคได้ เป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะถ้าไปดูประเทศที่เป็นศูนย์ทางการเงินในปัจจุบัน ต่างก็จัดเก็บภาษีดังกล่าวเช่นกัน โดยฮ่องกง จัดเก็บในอัตรา 0.13% เกาหลีใต้ จัดเก็บที่ 0.23% ไต้หวัน 0.30% ฟิลิปปินส์จัดเก็บที่ 0.60% อังกฤษจัดเก็บที่ 0.50% และยังจัดเก็บภาษีจากกำไรการซื้อขายหุ้น (Capital gain) ด้วย
“ทำให้เห็นว่าการเก็บภาษีไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้ประเทศใดจะไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการเงิน และประเทศไทย ก็เริ่มต้นการเก็บภาษีขายหุ้นในปีแรกเพียงครึ่งหนึ่งและ เก็บเต็มอัตราในปีต่อๆไป หากเปรียบเทียบรวมต้นทุนที่เป็นค่าธรรมเนียมการซื้อขายแล้ว ต้นทุนขอไทยในปีแรก อยู่ที่ 0.195% และปีถัดไปที่เก็บเต็มอัตราจะอยู่ที่ 0.22% ซึ่งยังต่ำกว่า ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และอังกฤษที่เก็บทั้งสองรูปแบบ” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับร่างกฎหมายภาษีขายหุ้นนั้น ได้มีการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ให้แก่ 1.ผู้ดูแลสภาพคล่อง (มาร์เก็ต เมคเกอร์) ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เฉพาะการขายหลักทรัพย์ที่บุคคลนั้นได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดูแลสภาพคล่องของหลักทรัพย์นั้น 2.สำนักงานประกันสังคม 3.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 4.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 5.กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน 6. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 7.กองทุนการออมแห่งชาติ และ 8. กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมแก่สำนักงานประกันสังคมหรือกองทุนตามข้อ 3 -7 เท่านั้น
“ดังนั้น ที่มีกระแสข่าวว่ามีการยกเว้นภาษีให้นักลงทุนรายใหญ่นั้น เป็นการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือ ไม่ได้ยกเว้นภาษีให้แก่นักลงทุนรายใหญ่ แต่ยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ดูแลสภาพคล่อง หรือ มาร์เก็ต เมคเกอร์ กับกองทุนบำนาญต่างๆ โดย มาร์เก็ต เมคเกอร์ ก็คือ บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ และช่วยสร้างสภาพคล่อง และดูแลให้หุ้นใหม่ มีราคาซื้อขายอ้างอิงได้” นายลวรณ กล่าว

