จัดใหญ่ ครบรอบ 80 ปี ‘ธปท.’ ผนึก ‘BIS’ นำถกบทบาทการเงินธนาคารทั่วโลก
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ด้วยวาระที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินงานมาครบรอบ 80 ปี ได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับ BIS จัดงานสัมมนา BOT 80th Anniversary BOT-BIS conference ในหัวข้อ “Central Banking amidst Shifting Ground” โดยจะเน้นในประเด็นบทบาทของธนาคารกลางต่อความท้าทายในระยะข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ นวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ รวมถึงบทบาทของธนาคารกลางต่อภาวะโลกร้อน
การจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งมีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารกลางต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัยของประเทศไทย โดยเฉพาะ “คริสติน ลาการ์ด” ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) อดีตกรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

โดย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงาน ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน ใน 3 มิติหลัก ได้แก่
1.บริบทเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ซึ่งต่างจากเดิมที่เงินเฟ้อมักจะถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านอุปสงค์
2.กรอบความคิดในการดำเนินนโยบายที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ ทั้งการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อ และการกำกับดูแลภาคการเงินภายใต้กระแสโลกใหม่อย่างดิจิทัล ซึ่งทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม และการดูแลความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน
และ 3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจเป็นมิติที่ท้าทายมากที่สุด และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปและมีความซับซ้อนมากขึ้นดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับมุมมอง แนวนโยบายและเครื่องมือเพื่อรับมือกับความท้าทายได้อย่างตรงจุด ทันการณ์ อีกทั้งพร้อมปรับตัว เปิดรับข้อมูลและความเห็น รวมถึงประสานงานกับหลายภาคส่วนมากขึ้นเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ ดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของธนาคารกลางต่อไปได้อย่างราบรื่น
และในการเสวนาในหัวข้อ พลวัตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ (Growth and Inflation Dynamics) ซึ่งได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก นอกจากเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ยังรวมถึงผลกระทบที่เกิดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพียงกันทั่วโลก (unusually coordinated) ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศมีความผันผวนสูงกว่าในอดีต โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ หลายประเทศยังเผชิญความท้าทายจากปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้การออกแบบและดำเนินนโยบายที่เหมาะสมทำได้ยากขึ้น
ผู้ร่วมเสนวนา ได้หารือถึงความท้าทายในการดูแลเงินเฟ้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งในระยะสั้น ปานกลางและระยะยาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในภาพรวมและภาคส่วนที่มีความเปราะบางสูง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ กระแสทวนกลับของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลให้เงินเฟ้อมีความผันผวนสูงขึ้น
ดังนั้น ธนาคารกลางซึ่งมีภารกิจสำคัญในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินและดำเนินนโยบายเพื่อดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชน ผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งการสื่อสารนโยบายที่มีประสิทธิภาพ สอดประสานกับนโยบายการคลัง เพื่อรักษาสมดุลของการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมเงินเฟ้ออย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ในระดับโลก จำเป็นต้องมีการประสานนโยบายระหว่างธนาคารกลางเพื่อลดผลกระทบของการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลเงินเฟ้อทั้งต่อประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจหลักที่เป็นต้นทางของนโยบาย (spillovers and spillbacks)

ส่วนการเสวนาในหัวข้อ A Digitalised Monetary System in the Making? ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มพัฒนาการด้านเทคโนโลยีในอนาคตและผลกระทบต่อระบบการเงิน โดยเห็นว่าในอนาคต การเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น และภาคการเงินมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีต่อระบบการเงินในการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มการเข้าถึง (access) ได้ สามารถสนองตอบความต้องการของสังคม รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแข่งขันในตลาดจากการที่บริษัทขนาดเล็กสามารถใช้เทคโนโลยีในการเข้าแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี การพัฒนาของเทคโนโลยีนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ผู้กำกับดูแลควรตระหนักถึง เช่น การใช้เทคโนโลยีโดยผู้เล่นในภาคการเงินที่ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีนั้นอย่างแท้จริง ความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่อาจมีการกระจุกตัว ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และอาชญากรรมด้านไซเบอร์ (cyber risk and cybercrime) ที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว (privacy) และการรั่วไหลของข้อมูล เป็นต้น
และในหัวข้อ Keynote session: Asia in 2050 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมเสวนากับ Mr. Kevin Rudd, President, Asia Society โดย Dr. Rudd มองว่าภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ดี โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงที่สำคัญในระยะปานกลางจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical tensions) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change)
โดยชี้ว่าการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากได้รับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (managed strategic competition) จะสามารถจำกัดความเสี่ยงของการประทุของความขัดแย้งและผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงอาจยังสามารถสร้างพื้นที่เพื่อสร้างความร่วมมือในบางด้านได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินโลกผ่านธนาคารกลางทั่วโลกซึ่งอยู่บนหลักการเดียวกัน
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันแรงกดดันภูมิศาสตร์จะยังไม่รุนแรงถึงขั้นสงครามเย็นในอดีต แต่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อกระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้า ทั้งนี้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ (อาทิ UN G20 WTO IMF และ WB) ซึ่งมี mandates อยู่เหนือ national interests จำเป็นต้องช่วยสนับสนุน globalization ในฐานะ global public goods ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเศรษฐกิจโลกในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
สำหรับการเตรียมพร้อมเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง แม้ว่าภูมิภาคเอเชียนับเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของ global CO2 emission (ประมาณการสำหรับปี 2025) แต่การปรับตัวไปใช้พลังงานหมุนเวียนค่อนข้างล่าช้ากว่าภูมิภาคอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ในระยะที่ผ่านมา เอเชียมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในด้านนี้ โดยเฉพาะทิศทางนโยบายของประเทศขนาดใหญ่ อาทิ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (green transition) มากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค

