‘แบงก์ชาติ’ วาง 2 นโยบายภาคการเงิน รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) จัดงาน BOT-BIS conference ในหัวข้อ Central Banking Amidst Shifting Ground ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานครบรอบ 80 ปีของ ธปท. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2565 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดยได้รับเกียรติจากผู้ว่าการธนาคารกลางมากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงขององค์กรระหว่างประเทศ องค์กรในประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลาดจนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ร่วมหารือเกี่ยวกับการทำหน้าที่ตามพันธกิจหลักของธนาคารกลาง ท่ามกลางบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลง (shifting ground)
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวรายงานสรุปงาน “BOT-BIS conference Central Banking Amidst Shifting Ground” ภายใต้หัวข้อเสวนา “Session III: The Myths and Realities of the Roles of Central Banks in Combating Climate Change หรือบทบาทของธนาคารกลางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่จะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยธนาคารกลางในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับผลกระทบดังกล่าว รวมถึงเพิ่มบทบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ ในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง เพื่อรับมือกับความท้าทายอาจครอบคลุมทั้ง
1.นโยบายการเงินเพื่อดูแลผลกระทบของ climate change ต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และ
2.นโยบายดูแลเสถียรภาพของสถาบันการเงินและระบบการเงิน เช่น การกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาตรฐาน การวิเคราะห์สถานการณ์และทดสอบภาวะวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ (climate scenario analysis and stress testing) ต่อภาคการเงิน รวมทั้งการส่งเสริมให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า หากพิจารณาผลกระทบต่อกลุ่มประเทศ พบว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก physical risk มากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงยังมีสัดส่วนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูงกว่า โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นความสำคัญของการจัดสรรเงินทุนให้กิจกรรมที่อยู่ระหว่างปรับตัว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง
เช่น เหล็ก ซีเมนต์ มากกว่ากิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว เช่น พลังงานหมุนเวียน และรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเน้นถึงการให้ความช่วยเหลือเรื่องการยกระดับความรู้ โดยเฉพาะแก่ SMEs ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสามารถมีบทบาทสนับสนุนให้เกิดการจัดสรรเงินทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมมากขึ้น ผ่านการประสานความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาในระดับพหุภาคี (Multilateral Development Banks) รวมถึงกองทุนสถาบัน (institutional fund) เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น


