นักวิชาการจี้ รัฐรับมือโลกเปลี่ยนขั้วค้า
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงทิศทางการส่งออกไทยในโค้งสุดท้ายปี 2565 และเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้ ว่า มองว่าอาจไม่ค่อยดีตามที่คาดไว้ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกสูง ได้แก่ 1.ผลกระทบจากนโยบายซีโร่โควิดของรัฐบาลจีน ทำให้การใช้จ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศของชาวจีนชะงัก ต้องลุ้นอีกครั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2566 ที่ตรงกับวันที่ 22 มกราคม ว่าจีนจะมีการผ่อนปรนมาตรการเพื่อเกิดการเดินทางและใช้จ่าย
2.ผลกระทบจากความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-จีน แม้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มดีขึ้นแต่ก็เหลือเดือนสุดท้ายของปี การนำเข้าสินค้าไทยหรือเติมกำลังซื้อสินค้าได้มากนัก 3.ความผันผวนเรื่องราคาน้ำมัน พลังงาน และค่าเงินบาท ยังสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากกรณีกลุ่ม G7 ประกาศอนุมัติกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียไว้ไม่เกิน 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อลดรายได้และป้องกันไม่ให้รัสเซียได้รับประโยชน์จากการทำสงครามรุกรานยูเครน ขณะเดียวกันป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2565 เมื่อราคาน้ำมันผันผวนแรง ย่อมส่งผลถึงต้นทุนสินค้า เงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ย
“ทุกสำนักที่ทำการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ มุมมองในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มถดถอยแล้ว จะลากยาวถึงปีหน้า จะมีผลโดยตรงต่อจิตวิทยาการใช้จ่าย ยังไม่นับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากนี้ ผลจากความขัดแย้งของการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐ จีน ในหลายกรณีที่เกิดขึ้น หรือภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเกิดสงครามการค้า ห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร ก่อให้เกิดการแตกแยกออก (disrupting) เรื่องนี้จะรุนแรงมากขึ้นในปีหน้า อีกทั้งกำลังซื้อในยุโรปยังไม่ฟื้นเต็มที โดยที่เอเชีย-แปซิฟิกจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการค้ามากขึ้น และยังต้องจับตาการเมืองในประเทศที่จะกำลังเปลี่ยนแปลงในปีหน้า ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้มองว่าส่งออกไทยปีหน้าจะหดตัวเหลือบวก 3-5% จากปีนี้บวกได้ 6-7% และเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีโอกาสต่ำกว่า 3% จากปีนี้คาดโตเกิน 3% ที่น่ากังวลคือรัฐบาล ยังไม่ชัดเจนว่าจะรับมือจุดเปลี่ยนประเทศจากนี้อย่างไร” นายอัทธ์กล่าว

