หน้าแรก เศรษฐกิจ ราคาผักสดลง-น...

ราคาผักสดลง-น้ำมันทรงตัว กดเงินเฟ้อชะลอตัว พ.ย.เหลือ 5.55%

7.12.22 | 11:39 น.

ราคาผักสดลง-น้ำมันทรงตัว กดเงินเฟ้อชะลอตัว พ.ย.เหลือ 5.55% พณ. คาดเงินเฟ้อปีหน้าแผ่ว สูงแค่ 2.5%

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า( สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค(เงินเฟ้อ)ของไทย เดือนพฤศจิกายน 2565 เท่ากับ 107.92 สูงขึ้น5.55 % เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน โดยสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จาก 6.41% และ 5.98% ในเดือนกันยายนและตุลาคม 2565 ตามลำดับ และลดลง 0.13 % จากเดือนตุลาคมปีนี้

ปัจจัยจากตามการชะลอตัวของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ และเครื่องประกอบอาหาร เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่มีมากกว่าเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ในเดือนพฤศจิกยน หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 8.40 % เป็นการสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวจากเดือนก่อนที่สูงขึ้น 9.58% ตามราคาผักสดที่ลดลงค่อนข้างมาก (ผักกาดขาว ผักคะน้า ขึ้นฉ่าย ฟักทอง) เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมน้อยกว่าปีที่ผ่านมา และมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ สินค้าในกลุ่มผลไม้ เนื้อสุกร และไก่สด ปริมาณผลผลิตที่มีมากกว่าเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่ความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ราคาชะลอตัว รวมถึงเครื่องประกอบอาหารที่ราคาชะลอตัว และส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการที่สมดุลระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้าและผู้บริโภค ของกระทรวงพาณิชย์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 3.59 %ตามการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม รวมทั้งค่าโดยสารสาธารณะ นอกจากนี้ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาล้างจาน ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย

Advertisement

นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า เงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 3.22 % เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดือนก่อนหน้าที่สูงขึ้น 3.17 % ตามต้นทุนการผลิตที่เกิดจากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาขายปลีกสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้น สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 11 เดือน ปี 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 6.10 % อยู่ระดับใกล้เคียงกับที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ (ระหว่าง 5.5 – 6.5% และ ค่ากลาง 6.0% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน 11 เดือน สูงขึ้น 2.44%

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อของต่างประเทศ อ้างอิงข้อมูลล่าสุดเดือนตุลาคม 2565 พบว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับ 105 จากประเทศทั่วโลกที่เก็บข้อมูล 132 ประเทศ ถือดีกว่าหลายประเทศ ทั้ง สหรัฐ เงินเฟ้อสูง 7.7% อิตาลี สูง 17.8% อินเดีย 6.7% รวมถึงประเทศในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ 7.7% และสิงคโปร์ 6.7% ช

นายพูนพงษ์ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพฤศจิกายน 2565 ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มาอยู่ที่ระดับ 49.9 จากระดับ 47.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งใกล้จะเข้าสู่ช่วงความเชื่อมั่น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 38.7 มาอยู่ที่ระดับ 40.4 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 มาอยู่ที่ระดับ 56.3 อยู่ระดับที่มีความเชื่อมั่นติดต่อกันเป็น เดือนที่ 13

โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ มาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีต่อเนื่อง รวมทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่มีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างประเทศ รวมถึงราคาสินค้าและบริการในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะต่อไป

” แนวโน้มเงินเฟ้อเดือนธันวาคม 2565 คาดว่ายังขยายตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาพลังงาน (น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม) สินค้ากลุ่มอาหาร (อาทิ เนื้อสัตว์ ไข่และผลิตภัณฑ์นม และอาหารสำเร็จรูป) และค่าโดยสารสาธารณะ ยังสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน รวมทั้ง อุปสงค์ในประเทศ ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรบางชนิดที่มีมากกว่าปีที่ผ่านมา มาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐ แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท และการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่จะเป็นปัจจัย ที่อาจลดทอนอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือได้ ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2565 อยู่ที่ 6% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทย บนสมมุติฐานจีดีพี 2.7-3.2% ราคาน้ำมัน 90-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าบาท 33.5-35.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ” นายพูนพงษ์ กล่าว

นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 อยู่ที่ระหว่าง 2.0 – 3.0% ค่ากลาง 2.5% ชะลอลงอย่างชัดเจนจากปี 2565 จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ฐานที่สูงในปี 2565 และ 2. ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในระดับต่ำกว่าปี 2565 นอกจากนี้ ความกังวลด้านเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย (Recession) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2566 ไม่สูงไปกว่านี้

สำหรับการเลือกตั้งในปี 2566 รวมทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้นปี 2566 และแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยด้านอุปสงค์ที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นได้ แต่จะมาพร้อมกับเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ถือว่าเป็นปัจจัยด้านบวกต่อเศรษฐกิจไทย