“อาคม” มั่นใจปีนี้ศก.ไทยโต 3.2% ส่วนปีหน้า 3.8% ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ 16% ใน 5 ปี เผย 4 แนวทางบริหารงานปี’66
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Thailand Insights 2023: Unlocking the Future” ว่า ในปี 2566 จะเข้าสู่ปีที่มีความท้ายทายมากขึ้น แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวได้ดี จากการท่องเที่ยวฟื้นตัว และการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาท หรือ ราว 7% แล้ว ซึ่งจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตได้อย่างมั่นคง คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตในกรอบ 3-4% โดยในปี 2565 จะเติบโต ที่ 3.2% และปี 2566 ที่ 3.8% ด้านสถานะการคลังเองก็ยังมีความแข็งแกร่ง สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่ง อาทิ ฟิทช์ เรทติ้งส์ เจแปน เครดิต เรทติ้งส์ เนื่องจากไทยมีตลาดพันธบัตรที่แข็งแกร่ง
นายอาคม กล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายอีกเรื่องคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งสถานบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้ร่วมมือกันทำนโยบายและจัดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้มือรายได้น้อย และธุรกิจเอสเอ็มอี ให้ได้รับการสนับสนุนทางการการเงิน มีการเพิ่มรายได้ และนำไปสู่การใช้คืนหนี้ได้ในที่สุด
นายอาคม กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการบริหารงานใน ปี 2566 คือ 1.การบริหารเศรษฐกิจมหภาค โดยที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตนโยบายการคลังและการเงินประสานกันอย่างต่อเนื่อง โดยนโยบานการเงินผ่อนคลายอย่างมากในช่วงโควิด เพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวกลับมา ก็ต้องมาดูการใช้นโยบายดูแลเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้น การใช้เงินฉุกเฉินในการออกมาตรการต่างๆ ก็คงจะลดลงไป และจะเป็นการใช้งบประมาณที่มีอยู่แทน ด้านการปรับลดดอกเบี้ยของ ธปท.นั้นก็จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
นายอาคม กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีให้อยู่ในระดับ 16% ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง หลังจากที่สัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีได้ทยอยปรับลดลงต่ำกว่าศักยภาพของประเทศจาก 17% ในปี 2556 มาอยู่ที่ 14.9% ในปี 2564 และรัฐบาลยังต้องปรับปรุงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนของรายจ่ายด้านการลงทุนนั้น เน้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลมากขึ้น ในลักษณะการร่วมทุน พีพีพี ขณะที่สัดส่วนงบลงทุนต่องบประมาณนั้น ก็จะพยายามเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 23% เพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
นายอาคม กล่าวว่า 2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดำเนินการในหลายเรื่อง ขณะที่แบงก์พาณิชย์ ก็มีการตั้งพอร์ตสินเชื่อด้านโครงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.ดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการใช้ชีวิตประจำวัน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนด้วย ซึ่งภาคธุรกิจ รัฐบาล และประชาชน จะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของดิจิทัลด้วย
นายอาคม กล่าวว่า และ 4. เนื่องจากกการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันอัตราแรงงาน กับผู้สูงวัยลดลงเรื่อยๆ ทำให้แรงงานมีภาระภาษีในการกลับมาดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น และมีการใช้หุ่นยนต์มาแทนแรงงานมากขึ้น ดังนั้น ในอนาคตจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพวัยแรงงานเพื่อให้สามารถแข่งขันได้

