‘กรุงไทย’ จ่อขึ้นดอกเบี้ย ทั้งเงินฝากและกู้ คาดประกาศภายในสัปดาห์นี้
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจาก 0.5% เป็น 1.25% ในปี 2565 ในส่วนของธนาคารจะมีการทยอยปรับขึ้นทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ โดยจะประกาศให้ทราบภายในอาทิตย์นี้ ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ปรับดอกเบี้ยขึ้นช้ากว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทย และดอกเบี้ยนโยบายก็ขึ้นช้ากว่าดอกเบี้ยโลก รวมถึงในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้น การปรับดอกเบี้ยขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ หลังจากที่ ธปท.ปรับดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% และจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2566 ขณะเดียวกัน ธปท.จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) กลับสู่ระดับปกติที่ 0.46% ผนวกกับผลกระทบด้านดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นต้นทุนที่แท้จริงของธนาคารจะอยู่ช่วง 0.4-0.6% โดยขึ้นอยู่กับระบบการเงินของแต่ละธนาคาร เพราะต้นทุนนี้มีผลต่อฐานเงินฝาก และเงินกู้ที่เป็นเงินบาททั้งหมดของระบบ
“ดังนั้น พูดถึง 0.25% กันเยอะและเมื่อถึงเดือนมกราคม 2566 ที่ต้องมีการนำส่งดอกเบี้ย FIDF ด้วย ส่งผลให้ดอกเบี้ยมีผลต่อธนาคารถึง 40-60% ซึ่งไม่ใช่ 0.25% จากการปรับอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% ที่ผ่านมา” นายผยงกล่าว
นายผยงกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยของธนาคารจะขยับขึ้นมีความใกล้เคียงกัน เนื่องจากต้องเป็นไปตามระบบ นอกจากนี้ โครงสร้างทางการเงินของแต่ละธนาคารมีความแตกต่างกันทั้งโครงสร้างฐานเงินฝาก เงินกู้ ที่อาจไม่มีเหมือนกันทั้งหมดในเรื่องกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละธนาคารจะปรับดอกเบี้ยตามบริบทของธนาคาร แต่ในเชิงต้นทุนทั้งระบบไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งภาพรวมการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต้องดูภาพรวมของพอร์ตโฟลิโอของแต่ละธนาคาร โดยภาพรวมมีหลายมิติให้พิจารณา 1.หากดูกลุ่มเปราะบางจะดูตามกลุ่มเป้าหมายและจะไม่ทำเหมาเข่ง 2.ปรับระบบภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ตระหนักถึงจุดที่ต้องมีการปรับตัว เนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังบอบช้ำจากวิกฤตซ้ำกันอยู่ 3 เรื่อง ทั้งดิจิทัลดิสรัปชั่น โควิด และภูมิศาสตร์ แม้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นขึ้น แต่จะฟื้นตัวท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย
นายผยงกล่าวว่า สำหรับการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย (MRR) ไปในแนวของรายย่อย ผู้ประกอบการรายเล็ก หรือหนี้ครัวเรือน ดังนั้น ที่ผ่านมาการขึ้นดอกเบี้ยจะชะลอการปรับในกลุ่มนี้ และจะไปเน้นการปรับอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ MLR และ MOR ที่มีศักยภาพในการรับภาระเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ในเชิงระบบก็อั้นไม่อยู่จึงได้มีการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยส่วน MRR แต่จะมีการปรับขึ้นตามระบบในปี 2566
“การขึ้นดอกเบี้ยเป็นเรื่องของเงินเฟ้อที่มีแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ดังนั้น เชื่อว่าราคาพลังงานและเงินเฟ้อถึงจุดสูงสุดแล้ว และการลดลงของเงินเฟ้อจะลดลงได้ระดับใดยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม อย่างไรก็ตาม คาดหวังเรื่องภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่ภาคการส่งออกจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศใหญ่ๆ สหรัฐ ยุโรป จีน แต่คาดหวังว่าจีนจะกลับมาเปิดประเทศได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2566” นายผยงกล่าว

