หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยเวียตเจ็ท ...

ไทยเวียตเจ็ท ตั้งงบลงทุน 400 ล้าน ชงคมนาคมทำบริการภาคพื้นเอง

7.12.22 | 19:06 น.

ไทยเวียตเจ็ท ตั้งงบลงทุน 400 ล้าน ชงคมนาคมทำบริการภาคพื้นเอง

กรณีผู้โดยสาร สายการบินไทยเวียตเจ็ท ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับสัมภาระเช็กอินล่าช้า นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เสนอไปยังกระทรวงคมนาคม ขออนุญาตให้สายการบินสามารถให้บริการภาคพื้นได้ด้วยตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยยกตัวอย่างท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองที่สายการบินแต่ละรายสามารถให้บริการภาคพื้นด้วยตนเองได้

“ไทยเวียตเจ็ท เราอยากจะจัดอุปกรณ์หารถลากเครื่องบิน รถลากกระเป๋าเอง จัดหาพนักงานเอง แต่เราคงยังไม่บริการคนอื่น โฟกัสบริษัทเราเองเป็นหลัก และเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีให้ผู้ประกอบการสองรายที่มีอยู่ ให้สามารถบริหารจัดการลูกค้าของเขา และบริการลูกค้าสายการบินรายอื่นๆ ได้” นายวรเนติกล่าว

นายวรเนติกล่าวว่า สายการบินมีความพร้อมในงบลงทุนจัดซื้ออุปกรณ์ และการจัดหาบุคลากรราว 300-400 ล้านบาท พร้อมจัดหาพนักงานราว 100 คน และเชื่อว่าหากคำขอดังกล่าวได้รับการอนุมัติ จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีผู้ให้บริการภาคพื้นอยู่ทั้งสิ้น 2 รายด้วยกัน คือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (BFS)

ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหากระเป๋าล่าช้าในสนามบินว่า ขณะนี้ทางกระทรวงมี 2 แนวทางในการปฏิบัติ คือ ได้มอบหมายให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (บีเอฟเอส) บริษัทในเครือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวใน 30 วัน หากไม่สามารถแก้ไขได้ จะมีการเรียกสายการบินอื่นๆ มาหารือเพื่อหาเอาต์ซอร์ซ (Outsource) มาให้บริการแทน

Advertisement

ส่วนแผนในระยะยาวได้มอบหมายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไปศึกษาหาโอเปอเรเตอร์รายใหม่ๆ มาเตรียมให้บริการเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทางมากขึ้นแล้ว ทำให้ปัจจุบันเกิดดีมานด์มากกว่าซัพพลาย รวมถึงต้องเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะกลับเข้ามาไทยในปี 2566 และรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับเข้ามาแบบก้าวกระโดด หรือเทียบเท่าก่อนช่วงเกิดโควิด หรือเทียบเท่ากับเมื่อปี 2562 ด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: