หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลท. ยันมูลค่...

ตลท. ยันมูลค่าซื้อขายหุ้นวูบ ไม่นับผลกระทบเก็บภาษี-รายย่อยนัดงดซื้อขาย

8.12.22 | 16:09 น.

ตลท. ยันมูลค่าซื้อขายหุ้นวูบ ไม่นับผลกระทบเก็บภาษี-รายย่อยนัดงดซื้อขาย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย เนื่องจากสถานการณ์ในต่างประเทศและในประเทศไทย ยังไม่ได้กลับมาเป็นปกติมากนัก อาทิ ปัญหายูเครน-รัสเซีย การระบาดโควิด-19 ที่ยังมีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศและการมีวันหยุดยาวตามเทศกาล ไม่ได้สนับสนุนการลงทุนให้มีปริมาณสูงเหมือนช่วงเดือนก่อนหน้าที่ผ่านมา จึงเห็นมูลค่าการลดลงรายวันลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา โดยจะเป็นผลกระทบจากการเก็บภาษีขายหุ้นหรือไม่นั้น มองว่าต้องรอหลังจากรัฐบาลกำหนดการใช้เกณฑ์ที่ชัดเจนมากขึ้น อาทิ มีอัตราการเก็บที่เท่าใดแน่ ระยะเวลาที่จะใช้เป็นตอนใด จึงไม่คิดว่าระยะหลังที่ปริมาณการซื้อขายลดลง จะมีผลกระทบจากการเก็บภาษีขายหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง

“มูลค่าการซื้อขายในปัจจุบันยังไม่ได้เป็นปกติ เพราะปีที่ผ่านๆ มา ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงมากเท่านี้ ทำให้อาจมีปริมาณการซื้อขายน่าจะมากกว่านี้ โดยไม่คิดว่าการที่ปริมาณซื้อขายลดลงในขณะนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการเก็บภาษีขายหุ้น เพราะยังไม่ได้บังคับใช้จริง’ นายภากร กล่าว

นายภากร กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขายหุ้นในช่วงเช้าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการที่นักลงทุนรายย่อยชักชวนแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีขายหุ้น ผ่านการงดส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นในวันนี้ (8 ธันวาคม) หรือไม่นั้น มองว่า สัดส่วนการซื้อขายไม่ได้ผิดปกติมากนัก โดยมูลค่าซื้อขายหุ้นแบ่งเป็นนักลงทุนในประเทศ 9000 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน 3000 ล้านบาท สะท้อนถึงสัดส่วนไม่ได้แตกต่างจากวันอื่นๆ มากนัก แต่ปริมาณการซื้อขายต่ำกว่าวันอื่น ซึ่งอาจไม่ได้เป็นผลจากสาเหตุนี้ เพราะหากพิจารณาการซื้อขายในภาพรวม หากนักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซื้อขายน้อยลง กลุ่มอื่นก็จะซื้อขายน้อยลงตามด้วย เพราะสภาพคล่องที่ลดลงแต่ละวันไม่เท่ากัน

ทั้งนี้ สำหรับกรอบเวลาในการจัดเก็บภาษีขายหุ้นนั้น มองว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทำให้ทุกคนต้องหาวิธีในการทำธุรกิจแบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้นทุนลดลง โดยตลท.พูดถึงแนวทางการทำงานจะต้องสะดวก และมีต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีภาระน้อยสุด ไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ตาม

นายภากร กล่าวว่า การเก็บภาษีหุ้นในประเทศไทย เทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ สิงคโปร์ มีความเหมาะสมหรือไม่ โดยเบื้องต้นมองว่าเป็นนโยบายของภารรัฐที่จะใช้การเก็บภาษีต่างๆ เป็นการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในหลายประเทศที่มีความจำเป็นในการจัดเก็บภาษี ก็นำภาษีขายหุ้นมาใช้ ซึ่งเป็นอะไรที่ทำได้ และในไทยก็มีการพูดถึงแล้ว เพียงแต่ได้รับการยกเว้นในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลท.ได้นำเสนอตลอดมาใน 3 เรื่อง คือ 1.อัตราการจัดเก็บ ต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ 2.การจัดเก็บต้องไม่ก่อให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และ 3.มีเวลาให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ อาทิ ทางระบบ เพื่อให้นำส่งภาษีเข้ารัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

Advertisement

นายภากร กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขายในปี 2565 ต้องบอกว่าปีนี้มีความยากลำบากอยู่หลายปัจจัย และบางปัจจัยก็ยังไม่ได้จบลง อาทิ โควิด-19 ที่เริ่มดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ได้จบไป รวมถึงปัญหารัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานแพงขึ้น และสภาพคล่องลดลง ซึ่งรุนแรงกว่าปี 2564 โดยในปัจจุบันการซื้อเศรรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่ครบทุกเครื่องมือนั้น ทำให้จดีพีไทยยังโตได้ไม่ครบ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก็ยังโตได้ไม่ครบทุกเซกเตอร์เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดมีส่วนทำให้การซื้อขายในหุ้นไทยปีนี้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนปี 2566 การเก็บภาษีขายหุ้นจะทำให้มูลค่าการซื้อขายลดลงหรือไม่ มองว่าต้องรอดู เพราะต้องไม่ลืมว่าภาษีเป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัย หากปีหน้าสภาพเศรษฐกิจดีขึ้น ดอกเบี้ยลดลงจากเงินเฟ้อที่ลดลง สภาพคล่องไหลกลับมา การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสามารถทำได้มากขึ้น อันนี้จะเป็นตัวช่วยให้ผลกระทบจากการเก็บภาษีลดลงได้

ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ในช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม-พฤศจิกายน) 2565 มีเงินลงทุนเคลื่อนย้ายมายังตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก จากเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวดีต่อเนื่องในไตรมาส 3/2565 ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า และการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 3 ไตรมาสแรกฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดโควิด อีกทั้งนักวิเคราะห์ยังปรับประมาณการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนใน SET ให้เติบโตดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2565 ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,635.36 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.7% จากเดือนก่อนหน้า โดยปรับเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค แต่หากเทียบกับสิ้นปี 2564 ดัชนีปรับลดลง 1.3%

นายศรพล กล่าว่วา ในเดือนพฤศจิกายน 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 64,422 ล้านบาท ลดลง 30.2% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยใน 11 เดือนแรกปี 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 78,637 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 30,129 ล้านบาท ทำให้ใน 11 เดือนแรกปี 2565 ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 184,060 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ในเดือนพฤศจิกายน 2565 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 4 หลักทรัพย์ และใน mai 3 หลักทรัพย์ โดยมูลค่าระดมทุนรวมในหุ้น IPO ของไทยปี 2565 ยังอยู่ในระดับต้นๆ ของเอเชีย