“คาราบาวแดง” แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง เบอร์ 2 ของประเทศไทย โชว์ความใจถึงอีกรอบด้วยการควักกระเป๋าประมาณ 1 พันล้าน คว้าสิทธิ์ เป็นสปอนเซอร์การแข่งขัน ฟุตบอลลีกคัพ (English Football League Cup) หรือ อีเอฟแอล คัพ ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การแข่งขันฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป
โดยการแข่งขันฟุตบอลถ้วยดังกล่าวจะเปลี่ยนชื่อการแข่งขันมาเป็น “คาราบาว คัพ” เหมือนกับ โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีกในประเทศเรา
สิ่งที่จะได้คือ สิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายการค้าทั้งในและนอกอังกฤษ การทำโลโก้ของคาราบาวไปอยู่บนเสื้อของนักฟุตบอลที่ลงแข่ง ตั๋วเข้าชมทุกแมทช์ ป้ายโฆษณาดิจิตอลข้างสนาม ตลอดจนริบบิ้นที่ติดกับถ้วยรางวัล แบ็คดรอปเพื่อให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ฯลฯ
ทั้งนี้ยังไม่นับโอกาสทางการตลาดอีกมากมายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นกับตลาดในประเทศ ที่ คาราบาวแดง จะจัดกิจกรรมต่างๆ ในเมืองไทยได้อีกเพียบ
ปฏิบัติการอันน่าทึ่งนี้ ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า คาราบาวแดง “เอาจริง” กับการบุกตลาดยุโรปโดยใช้ อังกฤษ เป็นสะพานเชื่อม โดยมีกลยุทธ์สำคัญในการสร้างแบรนด์ไปพร้อมๆ กับการวางโพสิชั่นเป็นเครื่องดื่มให้พลังงาน ซึ่งเกาะไปกับกระแส สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง
ก่อนหน้านี้ “คาราบาวกรุ๊ป” เพิ่งเจียดเงินไปประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อเป็นพันธมิตรหลัก (Principal Partner) กับสโมสรฟุตบอลเชลซี ทีมดังแห่งกรุงลอนดอน นาน 3 ปี (2016 – 2019)ไปเรียบร้อยแล้ว ชุดซ้อมของสโมสรเชลซีจึงมีตราเขาควาย คาราบาวแดง ติดหรา
แน่นอนว่า การลงทุนเยอะขนาดนั้นเกิดขึ้นหลังจากการประเมินตลาด และมองเห็นโอกาสในการนำแบรนด์ คาราบาว เข้าไปชิงพื้นที่ หลังจากแบรนด์ไทยหลายๆ รายไม่ว่าจะเป็นช้าง, สิงห์ หรือ คิงเพาเวอร์ ประสบความสำเร็จให้เห็นมาก่อนแล้ว
จุดสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นคือ เจ้าของ คาราบาวแดงอย่าง เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองเห็นการเติบโตที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจาก “ตลาดต่างประเทศ” ซึ่งคาราบาวบุกแหลกทั้ง อาเซียน เอเชีย หรือแอฟริกา
ในขณะที่ตลาดในประเทศไทยเองการแข่งขันสูงและเริ่มเกิดภาวะ อิ่มตัว ขยายหรือเติบโตช้า (มูลค่าตลาดรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท/ปี)
ดูเหมือนสระนำแห่งเดิมจะเล็กเกินไปสำหรับ กระบือไทย ที่เล็งไปยังตลาดใหญ่อย่าง จีน อเมริกา ยุโรป หรือครอบครองตลาดรวมทั่วโลกเสีย
ซึ่งเส้นทางเดินแบบนี้ “กระทิงแดง” จากเมืองไทยก็สร้างความสำเร็จกลายเป็นแบรนด์ Redbull ที่รู้จักกันไปทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว
เฉพาะตลาดในสหราชอาณาจักร ปีที่ผ่านมามีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 125,000 ล้านบาท (3,578 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยมีแบรนด์หลัก 3 – 4 แบรนด์ อาทิ ลูโคเซด (Lucozade) เรดบูล และมอนสเตอร์
และสหราชอาณาจักรก็เป็นตลาดอันดับ 5 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี
หากมองไกลไปถึงมูลค่าตลาดโลกที่ว่ากันว่าตัวเลขปัจจุบันประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท
นั่นคือสนามใหม่และสนามใหญ่ที่ คาราบาวแดง ต้องการกระโดดลงไปเป็นผู้เล่นคนสำคัญ พร้อมกลยุทธ์ สปอร์ตมาเก็ตติ้ง ที่เลือกใช้ในเวลานี้นั่นเอง

