เงินบาทเปิด 34.58 คาดชะลอการแข็งค่าลง ตลาดจับตาผลประชุมเฟดคืนนี้
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.58 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 34.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.50-34.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
โดยรายงานเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐชะลอลงมากกว่าคาดสู่ระดับ 7.1% และ 6.0% ตามลำดับ ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและมีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยไปได้ไม่ไกลกว่าระดับ 5.00% ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (จาก CME FedWatch Tool) มุมมองดังกล่าวได้ส่งผลให้บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On)
นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเร็วในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาตามการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐและโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน แต่ทว่าการแข็งค่าของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอผลการประชุมเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ก่อนที่จะปรับสถานะการถือครองที่ชัดเจนอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ในระหว่างวันก่อนที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ซึ่งจะรับรู้ในช่วงเวลา 02.00 น.ของวันพฤหัสบดี ตามเวลาในประเทศไทย เงินบาทก็อาจพอเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นได้บ้างตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาด รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจยังคงเข้าซื้อบอนด์ไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตามการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ในฝั่งสหรัฐ
ทั้งนี้ ประเมินว่าแนวรับสำคัญของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 34.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้เล่นบางส่วนอาจทยอยขายทำกำไรการแข็งค่าต่อเนื่องของเงินบาทออกมาบ้าง และเชื่อว่าผู้เล่นส่วนใหญ่จะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองจนกว่าจะรับรู้ผลการประชุมเฟด ประเมินว่า หากผลการประชุมเฟด คาดการณ์ดอกเบี้ยเฟด (Dot Plot) และถ้อยแถลงของประธานเฟดต่างสะท้อนความจำเป็นของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง จนอาจแตะระดับสูงสุดที่มากกว่าระดับ 5.00% ที่ตลาดคาดการณ์ล่าสุด หรือมีความ “Hawkish” มากกว่าที่ตลาดคาด ก็อาจส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น
รวมถึงส่งผลให้เห็นเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ ซึ่งในกรณีดังกล่าวอาจเห็น การย่อตัวของราคาทองคำ และการอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ แต่มองว่าเงินบาทจะไม่ได้อ่อนค่าไปมากจนทะลุโซนแนวต้านสำคัญที่ระดับ 35.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างก็รอจังหวะเงินบาทอ่อนค่า เพื่อทยอยขายเงินเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มสถานะ Short USDTHB (มองว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น)
นายพูนกล่าวว่า สำหรับวันนี้ไฮไลต์สำคัญคือผลการประชุมเฟด แม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มชะลอลง แต่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่จะส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลง (0.50% จาก 0.75%) สู่ระดับ 4.25-4.50%
และมีความเป็นไปได้ว่าประธานเฟดรวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดอาจแสดงความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับสูงจะสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจนแตะระดับ 5.00% หรือ 5.25% (ค่ากลางของคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2566 อาจอยู่ที่ระดับ 4.875%) รวมถึงการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นสำหรับปี 2565 และ 2566
“ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาการปรับประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราว่างงานของเฟด โดยเราคาดว่าภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลงมากขึ้น อาจทำให้เฟดพิจารณาปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2566 สู่ระดับต่ำกว่า 1.0% (จาก 1.2% ในคาดการณ์ ณ การประชุมเดือนกันยายน) พร้อมปรับเพิ่มอัตราการว่างงานสู่ระดับ 4.6% (vs. 4.4% ในคาดการณ์ครั้งก่อน)” นายพูนระบุ

