หน้าแรก เศรษฐกิจ “เวิลด์แบงก์”...

“เวิลด์แบงก์” หั่นจีดีพีปี’66 เหลือ 3.6% จากเดิม 4.3% แนะเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายการคลัง

14.12.22 | 14:16 น.

“ธนาคารโลก” หั่นจีดีพีปี’66 เหลือ 3.6% จากเดิม 4.3% แนะเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายการคลัง

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ นายเกรียติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (World Bank) กล่าวในงานเปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย ฉบับธันวาคม 2565 (THAILAND ECONOMIC MONITOR) หัวข้อนโยบายการคลังเพื่ออนาคตที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและเท่าเทียม จัดโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

นายเกรียติพงศ์ กล่าวว่า ปี 2565 เวิลด์แบงก์ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากขยายตัว 2.9% เป็น 3.1% และเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% จากเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวดีขึ้นจากภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ แต่ตรงข้ามกับปี 2566 ที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงอย่างต่อเนื่อง จากขยายตัว 4.3% เป็น 4.1% และลดลงเหลือ 3.6% เมื่อเทียบประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุดในปี 2565 และปี 2566 ถือว่าเป็นการเร่งตัวขึ้นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

นายเกรียติพงศ์ กล่าวว่า สาเหตุหลักเป็นผลจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลกที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยไทยส่งออกสินค้าชะลอตัวลง ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน สะท้อนผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกสินค้าคาดว่าจะหดตัว 2.1% ในปี 2566 ลดลงอย่างมากจากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 8.1% ในปี 2565 โดยการปรับลดสะท้อนให้เห็นถึงอุปสงค์ที่ลดลงจากประเทศคู่ค้าหลัก เช่น จีน ยูโรโซน และสหรัฐ

“ถ้าดูความสัมพันธ์ระหว่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับเศรษฐกิจไทยจะเห็นว่าถ้าเกิดมีการชะลอตัวลง 1% ของกลุ่มประเทศ G7 (Group of Seven) มีสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี และแคนาดา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงประมาณ 0.4-0.6% ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่มากพอสมควร จึงเป็นสาเหตุที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงมาในปีหน้า” นายเกรียติพงศ์ กล่าว

Advertisement

นายฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า สำหรับรายงานนโยบายการคลังเพื่ออนาคตที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและเท่าเทียม พบว่านโยบายการคลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันการออกแบบนโยบายที่ทั้งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เร่งบรรเทาปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันครัวเรือนจากผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายภายใต้พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด

นายฟาบริซิโอ กล่าวว่า จึงมีข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายการคลัง ประกอบด้วย 1.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านสังคม โดยการปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายของการให้ความช่วยเหลือทางสังคมในรูปแบบของเงินช่วยเหลือ 2.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการให้บริการสาธารณะสำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และ 3.เพิ่มรายได้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบก้าวหน้า ทั้งนี้ การปฏิรูปเพื่อเพิ่มรายได้ภาษี ควรคำนึงถึงการลดผลกระทบทางลบที่มีต่อครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และควรมาพร้อมกับมาตรการเฉพาะที่ช่วยปกป้องรายได้ของครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวด้วย

“ไทยกำลังกลับเข้าสู่เส้นทางของการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงหลังจากการระบาดโควิด การเพิ่มพื้นที่การคลังให้เพียงพอสำหรับความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและเพื่อรองรับผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดำเนินการ”นายฟาบริซิโอ กล่าว

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับผลกระทบจากภายนอกได้ดี เห็นได้จากไตรมาส 3/2565 เศรษฐกิจเติบโตถึง 4.5% และหวังว่าปีนี้ จะโตได้อย่างน้อย 3% ถือเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2565 ไว้ที่ 3.4% และปี 2566 ขยายตัว 3.8% จากภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยถึง 10 ล้านคนปีนี้ และคาดว่าปี 2566 จะมีเพิ่มขึ้นที่ 21.5 ล้านคน ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้อย่างไรบ้าง อาจเสริมในกลุ่มแหล่งท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 ยังมีความท้าทายอยู่มากจากความผันผวนตลาดการเงิน เงินเฟ้อ การดำเนินนโยบายการเงินรัดตัว การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก และการแพร่ระบาดโควิดที่ยังคาดการณ์ไม่ได้ แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนที่คลุมเครือ แต่ยังมีโอกาสอีกมากสำหรับไทยที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากภาคท่องเที่ยว”นายอาคม กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับนโยบายในอนาคตที่ช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต้องเป็นนโยบายการคลังช่วยเรื่องเติบโต ตรงจุด และต้องควบคู่กับเพิ่มรายได้ ในเรื่องการเก็บภาษี เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การศึกษา สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายการคลังด้านงบประมาณ ต้องให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป ซึ่งเป้าหมายคือต้องการลดขนาดการขาดดุลของงบประมาณ หลังจากขาดดุลมานาน ก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะระยะยาว ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาภาครัฐใช้เงินไปมากเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด แต่ต่อไปต้องดูแลทั้งคนสูงวัยที่จะมีมากขึ้น เป็นต้น