สภาพัฒน์ เผย จ้างงาน-ว่างงาน-เสมือนว่างงานดีขึ้น ยังห่วงเด็กจบใหม่ว่างมีกว่า 66% หนี้ครัวเรือนชะลอตัว แต่ต้องเฝ้าระวังสินเชื่อยานยนต์
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยในไตรมาส 3 ปี 2565 ว่า การจ้างงานในไตรมาส 3 ปี 2565 ภาพรวมมีจำนวนทั้งสิ้น 39.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ที่ 4.3% ภาคเกษตรกรรมมีการจ้างงาน 12.4 ล้านคน ลดลง 2.4% จากผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนการว่างงานปรับตัวดีขึ้น โดยผู้ว่างงานมีจำนวน 4.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.23% เช่นเดียวกับการว่างงานในระบบที่ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 1.99% ซึ่งเป็นการลดลงทั้งผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนและไม่เคยทำงานมาก่อน และผู้เสมือนว่างงานลดลงเหลือ 1.9 ล้านคน ใกล้เคียงกับช่วงเวลาปกติก่อนโควิด
นายดนุชากล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากพิจารณาการว่างงานจากระดับการศึกษา พบว่า แม้การว่างงานลดลงทุกระดับการศึกษา แต่ก็ต้องจับตาที่ระดับอุดมศึกษาที่มีอัตราสูงที่สุดที่ 2.49% หรือกว่า 185,410 คน แม้ลดลงแต่ยังอยู่ระดับที่อาจต้องมีการเข้าไปดูแลเพิ่มเติม
“ผู้ว่างงานอุดมศึกษา ประมาณ 66% เป็นกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อน นั่นหมายถึงว่าเป็นเด็กจบใหม่ ส่วนอีก 33.4% เป็นกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน โดยผู้ที่ว่างงานระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จบสังคมศาสตร์และบริหารธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ประมาณกว่า 60% ที่เหลือเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เป็นความต้องการ ประมาณ 10%” นายดนุชากล่าว
นายดนุชากล่าวว่า ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไป คือ 1.การมีแนวทางบรรเทาภาระค่าครองชีพของแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ จากค่าจ้างที่แท้จริงที่หดตัวลงจากผลกระทบของเงินเฟ้อในระดับสูง อย่างไรก็ตาม แรงงานในระบบจะได้รับการชดเชยจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำขณะที่แรงงานนอกระบบที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาไม่สูงนักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น
นายดนุชากล่าวว่า ด้านหนี้สินครัวเรือนไตรมาส 2 ปี 2565 ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า 14.76 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.5% ลดลงจาก 3.7% ของไตรมาสที่ผ่านมา เช่นเดียวกับสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ที่ปรับลดลงเป็น 88.2% จากไตรมาสก่อน ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ และการชะลอตัวของการก่อหนี้ของครัวเรือนจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
นายดนุชากล่าวว่า โดยคุณภาพสินเชื่อในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารคุณภาพสินเชื่ออย่างต่อเนื่องของสถาบันการเงิน โดยในไตรมาส 3 ปี 2565 สัดส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.62% อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเฝ้าระวังคุณภาพสินเชื่อยานยนต์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระน้อยกว่า 3 เดือนต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายดนุชากล่าวว่า นอกจากนี้ จากข้อมูลเครดิตบูโรในไตรมาส 2 ปี 2565 ยังพบว่า หนี้เสียขยายตัวในระดับสูง ในกลุ่มลูกหนี้อายุตั้งแต่ 41 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มสูงอายุ และลูกหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากผลกระทบของโควิด-19
นายดนุชากล่าวว่า ประเด็นที่ต้องติดตามและให้ความสำคัญ คือ 1.การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อยานยนต์ กลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เสียเนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19 2.การมีมาตรการสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ โควิด-19 และปัญหาอุทกภัย และ 3.การมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชน

