หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ เผย ...

สภาพัฒน์ เผย ธ.ค.นี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการสร้างงานสร้างอาชีพ คู่แพคเกจของขวัญปีใหม่

14.12.22 | 16:27 น.
นายดนุชา พิชยนันท์

สภาพัฒน์ เผย ธ.ค.นี้ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการสร้างงานสร้างอาชีพ คู่แพคเกจของขวัญปีใหม่ ชี้ค่าแรงขึ้นได้ต้องเหมาะสม

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สำหรับ ในปี 2566 เศรษฐกิจโลกก็คงชะลอ ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ก็คงต้องบริหารความเสี่ยงค่อนข้างมาก โดยภาคการท่องเที่ยวปีหน้าน่าจะไปได้ดีอยู่ ส่วนภาคส่งออก คงต้องมาดูรายอุตสาหกรรม ตอนนี้ยังตอบได้ไม่ชัด ว่าถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอ อุตสาหกรรมไหนจะกระทบบ้าง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่คาดว่าภาคเศรษฐกิจไทยน่าจะยังเดินได้อยู่ ซึ่งต้องดูไตรมาสแรกปี 2566 และต้องติดตามต่อเนื่อง

นายดนุชากล่าวว่า ทั้งนี้ ประเทศไทยเตรียมตัว ซึ่งแรงงานก็ต้องเตรียมตัว การก่อหนี้ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แล้วก็ต้องพัฒนาทักษะให้เพิ่มขึ้น โดนภายในไม่เกินเดือน ธันวาคม 2565 นี้ รัฐบาลจะมีมาตรการด้านเศรษฐกิจออกมา ที่จะเป็นการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีมาตรการอะไรบ้างทั้งนี้ สถานการณ์ด้านแรงงานของไทยในไตรมาส 3 ปี 2565 ดีขึ้น โดยการว่างงานลดลง แต่แรงงานยังได้รับผลกระทบในเรื่องค่าครองชีพ ที่มาจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ราคาพลังงานพุ่งขึ้น

“โดยรวม ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่เรื่องแรงงาน ก็ต้องดูแลเรื่องภาระค่าครองชีพของแรงงาน ซึ่งมาตรการที่จะออกมาจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีการเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทุกภัย โดยเฉพาะเกษตรกร ตลอดจนการพิจารณาแพคเกจสินเชื่อสำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งจะต้องมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อไม่สร้างภาระให้กับครัวเรือนมากเกินไป

นายดนุชากล่าวถึงกรณีที่มีบางพรรคการเมืองมีนโยบายหาเสียง โดยประกาศจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวันนั้นว่า ค่าแรงขั้นต่ำ เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งสิ่งที่รัฐทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ พยายามทำปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับทักษะฝีมือของแรงงาน ดังนั้น หากปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก็ต้องปรับค่าแรงสำหรับแรงงานฝีมือขึ้นไปด้วย เพื่อให้เกิดส่วนต่าง ระหว่างคนที่มีทักษะกับคนที่ไม่มีทักษะ แต่ภาระก็จะตกไปอยู่กับผู้ประกอบการ

Advertisement

“ผู้ประกอบการก็ต้องดูให้ดีว่า รับไหวหรือเปล่า ถ้ามีการปรับขึ้นจริง ภาคอุตสาหกรรม ก็คงปรับไปใช้หุ่นยนต์ แล้วก็จะพันมาเรื่องการปลดคนงาน ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ คิดว่าเราน่าจะไปเน้นเพิ่มทักษะของแรงงานให้สูงขึ้น หากเป็นค่าใช้จ่ายตรงนั้น คิดว่าเอกชนรับได้” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวว่า สำหรับการปรับเงินเดือนเด็กจบใหม่ ถ้าขึ้นเงินเดือนก็จะกระทบทั้งเอกชนและภาครัฐ อย่างคราวที่แล้วที่ขึ้นมาเป็น 15,000 บาท รัฐบาลก็ต้องปรับฐานขึ้นมา ก็เป็นภาระงบประมาณ ตอนนี้แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว แต่ผลพวงที่เกิดจากวิกฤตโควิด ยังมีข้อจำกัดในแง่ฐานะการคลัง ก็ต้องดูในแง่วินัยการเงินการคลังที่จะต้องเคร่งครัดในช่วงถัดไป

“เราต้องทำให้แรงงานของเรามีคุณภาพ มีทักษะมากขึ้น ตรงนั้นถ้าจะปรับค่าแรงขึ้นมาให้เหมาะกับสกิลเซ็ตของเขา จะสอดคล้องกว่า” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวว่า ขณะที่หนี้สินครัวเรือน ยังต้องดูแล ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อยานยนต์ กลุ่มที่มีปัญหาจากโควิด-19 และกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กระโดดขึ้นมาค่อนข้างมา

“หนี้เสียครัวเรือนเพิ่มจากระดับ 2.7 ล้านบัญชี ในไตรมาสแรกปี 2565 มาเป็น 4.3 ล้านบัญชีในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ฉะนั้น ยังมีบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอยู่ หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เพราะเจอผลกระทบโควิดอย่างเดียว แต่มีเรื่องเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ราคาก๊าซ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นมาด้วย แน่นอนว่าตรงนี้จะยังมีผลกระทบอยู่” นายดนุชากล่าว