นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงแผนการตลาดปีนี้และปีหน้าว่า จะเปิดตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยจะเริ่มบุกตลาดกลุ่ม Personal Care ซึ่งสินค้าตัวแรกในกลุ่มนี้ที่จะทำตลาดคือ ยาสีฟัน BOOM ตั้งเป้าปูพรมโฆษณาเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2566 เป็นต้นไป
“ต้นปีหน้าจะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Personal Care และ Skin Care ที่จะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแนวคิดของเราคือ เลือกทำสินค้าที่เชื่อว่ามีกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากอยู่แล้ว แต่จะทำในสิ่งที่มีอยู่แล้วให้โดดเด่นและแตกต่างกว่าที่มีอยู่ในตลาดได้อย่างไร อย่างกาแฟเราก็เป็นเจ้าแรกที่สร้างความแตกต่างในตลาดมีแต่ 3 อินวัน แต่ของเรานำเสนออาหารเสริมในรูปแบบของกาแฟ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ดื่มกาแฟแต่ได้สารอาหารครบถ้วน แบบนี้เป็นต้น”
นายวรัตน์พลกล่าวย้ำว่า บริษัทเติบโตมาวันนี้ ก้าวกระโดดจากหลักร้อยล้านบาทต่อปี สู่ระดับพันล้านบาทภายในระยะเวลา 4 ปี เพราะมีแนวคิดที่แตกต่าง เกิดจากการสร้างความแตกต่างในด้านผลิตภัณฑ์ การนำเทคโนโลยีและระบบ Drop ship Fulfillment มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขายโดยไม่ต้องสต๊อกสินค้า และการลงทุนในการพัฒนาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพสร้างนักขายออนไลน์มืออาชีพ ถือเป็นจุดแข็งของบริษัทในการลงทุนเรื่องของการพัฒนาความรู้ ปัจจุบันได้ลงทุนซื้อที่ดินจำนวน 63 ไร่ ย่านมีนบุรี-หทัยราษฎร์ เพื่อสร้างศูนย์แห่งการเรียนรู้ในเรื่องของการขายออนไลน์แบบ Mix Used ที่ครบวงจรขึ้น เพื่อสร้างนักขายออนไลน์มืออาชีพ รองรับได้ 1 หมื่นคนต่อวัน ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 4 ปี ใช้งบประมาณ 3 พันล้านบาท โดยเฟสแรกคาดว่าจะพร้อมใช้งานภายใน 3 ปี
นายวรัตน์พลกล่าวยอมรับว่า การระบาดโควิด-19 ส่งผลต่อยอดขายของปีนี้ต่ำกว่าที่คาดไว้ อยู่ที่ 4 พันล้านบาท จากปี 2564 มียอดขาย 4,950 ล้านบาท แต่เชื่อมั่นว่าภาพรวมของธุรกิจออนไลน์ยังมีแนวโน้มที่จะโตได้อีก โดยมุ่งเน้นขยายตลาดสู่ประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมไปถึงตลาดกลุ่ม AEC และประเทศอื่นๆ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดในประเทศยังคาดเดายาก
“จากการเก็บข้อมูล ประมาณ 23 ประเทศที่มีตัวแทนส่งสินค้าเข้าไปขาย กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านมียอดขายสูงสุด จึงเริ่มคุยกับพาร์ตเนอร์ของประเทศต่างๆ โดยจะมีการออกแบบแพคเกจของสินค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศเพื่อควบคุมสินค้าและราคา ตั้งเป้าภายใน 5 ปี จะมียอดขายถึง 1 หมื่นล้านบาท”

