‘ททท.’ ชี้ปิดปี’65 ปั๊มรายได้ท่องเที่ยวแตะ 1.5 ลลบ. ดึงคืน 50% จากปี’62
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พูดได้เลยว่า ภาพการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นลักษณะวีเซฟ โดยเฉพาะในแง่จำนวน ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวมากเร็วมากที่สุดในโลก สะท้อนได้จากวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยครบ 10 ล้านคน ตามเป้าหมายที่รัฐบาลให้ไว้แล้ว โดยคาดว่าทั้งปี 2565 จะมีต่างชาติเที่ยวไทยถึง 11.5 ล้านคน ดันให้รายได้รวมถึงเป้าหมายที่ 1.5 ล้านล้านบาท จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาทเท่านั้น
“สาเหตุที่จำนวนต่างชาติเที่ยวไทย ยังกลับมาไม่ถึง 50% แต่รายได้กลับมาที่ 50% ของปี 2562 แล้ว เป็นเพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้จ่ายสูงมากขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสแรก ที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.7 หมื่นบาทต่อคน ก่อนไตรมาส 2 จะลดลงเฉลี่ยเหลือ 5.5 หมื่นบาทต่อคน แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นจาก 4.8 หมื่นบาทต่อคน ในช่วงเกิดโควิด 2 ปีที่ผ่านมา” นายยุทธศักดิ์กล่าว
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ในปีนี้ตั้งเป้าหมายในการดึงรายได้กลับมาในสัดส่วน 50% เทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ระบาด ปี 2562 ที่สร้างรายได้กว่า 3 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน คนไทยเที่ยวไทย 172 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งโควิดทำให้ปี 2563 มีนักท่องเที่ยวเหลือ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้เหลือ 8 แสนล้านบาท ส่วนปี 2564 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพียง 4 แสนคน สร้างรายได้เพียง 3 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ขณะนี้ท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้น ทั้งต่างชาติเที่ยวไทยและไทยเที่ยวไทย โดย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2565 มีการเดินทางของไทยเที่ยวไทยแล้ว 175 ล้านคน-ครั้ง มากกว่าจำนวนของปี 2562 ด้วย
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ปี 2566 ตั้งเป้าหมายรายได้ 80% ของปี 2562 ที่มีรายได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท ทำให้ทั้งปี 2566 ต้องฟื้นรายได้กลับมาที่ 2.38 ล้านล้านบาท แต่มิติของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ได้อยากให้กลับมาเท่าเดิม เพื่อไม่ให้มีปัญหาในแง่โอเวอร์ซัพพลาย ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขอเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพกลับมา 50% หรือจำนวน 20 ล้านคนเท่านั้นพอ อาทิ การที่รัฐบาลเปิดความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้ตอนนี้มีชาวซาอุฯ เข้ามาเที่ยวไทยเป็นอันดับที่ 22 ในภาพรวม ซึ่งถือว่ามีการเดินทางเที่ยวไทยมากสุดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางแล้ว

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ตลาดจีนเริ่มมีความหวังมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากช่วงที่ผ่านมา จีนเริ่มขยับในการอนุญาตให้คนออกนอกประเทศได้เพิ่มขึ้น เริ่มต้นจากกลุ่มคนที่มีความจำเป็นทางธุรกิจ นักเรียนและนักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มจัดอีเวนต์และประชุมสัมมนาต่างๆ (ไมซ์) อาทิ ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา บริษัท หัวเว่ย ได้จัดการประชุมที่ไทย มีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นคน แต่ยังยืนยันว่า ททท.เรารอจีน แต่เราไม่ได้คอยแค่จีนเท่านั้น เพราะหากมีประเทศใดที่สามารถกระตุ้นให้เข้ามาได้ก่อน อาทิ อินเดีย ประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะดึงดูดกลุ่มเหล่านั้นเข้ามาเพิ่มขึ้น
“ขณะนี้ได้ให้สำนักงาน ททท. ในจีน จำนวน 5 แห่ง ให้ทำตลาดและเปิดขายท่องเที่ยวไทยล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้หากจีนปลดล็อกอนุญาตให้พลเมืองเดินทางออกนอกประเทศ ต้องได้เห็นการเดินทางมาเที่ยวไทยแบบทันที ซึ่งมีการสำรวจความคิดเห็นชาวจีนว่า หากสามารถเดินทางได้จะไปที่ใดบ้าง โดยพบว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรกในใจตลอด เพราะเหตุผล 3 ข้อ ได้แก่ 1.ชอบอาหารไทย 2.ชอบทะเลไทย และ 3.ประโยคที่ว่า ไทยจีนพี่น้องกัน ทำให้คาดหวังลึกๆ ว่า ตรุษจีนปี 2566 น่าจะได้เห็นสัญญาณเชิงบวกอะไรออกมามากขึ้น” นายยุทธศักดิ์กล่าว
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ประเทศที่เป็นความหวังใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย ตัวเลขปัจจุบันมีเข้ามาเที่ยวไทยแล้ว 8.7 แสนคน ได้แรงสนับสนุนจากการลดข้อจำกัดต่างๆ อาทิ การปลดล็อกข้อตกลงทางการบิน ทำให้เห็นการเข้ามาเที่ยวของชาวอินเดียมากขึ้น และปรับรูปแบบ จากเดิมที่มักเข้ามาเป็นกลุ่มทัวร์ หรือเข้ามาเพื่อจัดงานแต่งงานและฉลองในไทย แต่ตอนนี้เริ่มเห็นการเข้ามาเที่ยวแบบครอบครัวมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าปี 2566 จะมีชาวอินเดียเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือหลักล้านคนขึ้นไป
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า แรงสนับสนุนสำคัญคือ การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติขยายเวลาวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa) จากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน และวีซ่าขอรับการตรวจลงตรา (Visa on Arrival หรือ VOA) เดิม 15 วัน เป็น 30 วัน มีผลถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 ซึ่งระยะเวลาที่อยู่ได้มากขึ้น ก็หมายถึงการใช้จ่ายที่มากขึ้น ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งขณะนี้คาดว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น่าจะขอให้ ครม.พิจารณาต่ออายุมาตรการขยายเวลาพำนักถึงสิ้นปี 2566 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายปีท่องเที่ยวไทย ที่ประกาศไว้ในปี 2565 ครอบคลุมถึงปี 2566

