‘เอสซีจี’ แนะอุตฯ ปรับตัวหลังต้นทุนเพิ่ม ‘กัลฟ์’ จี้รัฐคลายล็อก กม. อำนวยความสะดวกนักลงทุนไทย-เทศ ‘ชัชชาติ’ ชี้ เมืองยั่งยืนต้องโปร่งใส ยึดประโยชน์ส่วนรวม
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน INTANIA DINNER TALK 2022 จัดเสวนาในหัวข้อ “ความยั่งยืน 3 มุมมอง… SURVIVE or SUSTAIN ณ ห้อง แกรนด์ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก โดยได้รับเกียรติจาก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี ซึ่งในการจัดเสวนาในหัวข้อ “ความยั่งยืน 3 มุมมอง Survive or Sustain” ได้รับเกียรติจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย คาดว่าในปี 2023 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มถึง 20 ล้านคน อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว แต่ยังมีความย้อนแย้งเกิดขึ้น คือ ขณะนี้ไทยยังมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 90% ของ จีดีพี เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตที่ทุกคนต้องเตรียมรับมือ

ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ได้สอนอะไรหลายอย่าง สิ่งแรก คือ คนไทยสวมหน้ากากอนามัย พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เน้นบริโภคอาหารและสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น อุตสาหกรรมการตลาดปรับตัวมีการลงทุนในดิจิทัลมากขึ้น โดยธุรกิจที่มีการปรับตัวปรับอย่างรวดเร็วทำให้ธุรกิจอยู่รอดเดินหน้าต่อไปได้ เช่น ฟู๊ดเดลิเวอรี่ ดังนั้น ในช่วงวิกฤตคนที่อยู่รอดคือคนที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอสซีจีได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากต้นทุนครึ่งหนึ่งของบริษัท คือ พลังงานและวัตถุดิบ รวมทั้งยังเป็นช่วงวัฏจักรขาลงของธุรกิจปิโตรเคมีแต่บริษัทได้มีการปรับตัวด้วยการลดต้นทุน ลดพลังงาน แต่การดำเนินธุรกิจบริษัทยังเดินหน้ารุกธุรกิจพลังงาน และ เทคโนโลยี โดยส่วนตัว มองว่า หลังยุคสถานการณ์โควิด-19 โลกจะมีความหลายมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ต้องปรับตัวเร็ว ต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ต้องเฟ้นต้องสร้างคนเก่งเข้ามาทำงาน เนื่องจากขณะนี้ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนวัยทำงานลดลง ทำให้ความสามารถด้านการแข่งขันลดลง ขณะที่ต่างชาติ อย่างเช่นเวียดนาม ที่มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเต็มที่ ดังนั้น ไทยต้องเตรียมรับมือเรื่องนี้
“เอสซีจีต้องเอาตัวให้รอดก่อน โดยพยายามลดต้นทุนทุกอย่าง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและวางแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุมและคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ แต่ยังต้องมองไปในอนาคตหลังวิกฤติ คือวางแผนกลยุทธ์ทั้งรุกและรับไปพร้อมกัน ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นการรับมากหน่อย เมื่อมีกำลังพร้อมก็เปลี่ยนมารุกมากขึ้น ทั้งเรื่องการพัฒนาสินค้ากรีน พลังงานสะอาด นวัตกรรม และออโตเมชั่น ในและท้ายที่สุดต่อให้วางกลยุทธ์ดีแค่ไหน สำคัญที่สุดสำหรับเอสซีจีคือผู้เล่น ซึ่งทีมที่รับกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีถึงจะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ ต้องมีการบริหารจัดการคน ความรู้ และวัฒนธรรมองค์กรที่จะดึงคนเก่งมาทำงานด้วย โดยใส่ใจเรื่องความหลากหลายความยั่งยืน” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหา ทั้ง สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ได้มีการปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ด้วยการขยายธุรกิจหลายด้าน เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้ง การหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ลงทุนในธุรกิจดาวเทียม ขยายการลงทุนในธุรกิจบล็อกเชนต่างๆ
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทใหญ่ๆต่างพูดถึงความยั่งยืนในธุรกิจ โดยกัลฟ์เองได้ขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพบว่ามีปัญหาเยอะมากเช่นกัน โดยกัลฟ์ได้พยายามปรับตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างธุรกิจพลังงานมองว่าในสมัยก่อนเรื่องของพลังงานเป็นธุรกิจที่น่าเบื่อ อยู่ไปวัน ๆ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นจะต่อยอดการเติบโตอย่างไร จากประสบการณ์ทำงานเมื่อได้สัมผัสกับนักธุรกิจต่างขาติเยอะ พบว่า ธุรกิจคนไทยเป็นเพียงมดเล็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การจะแข่งขันกับธุรกิจทั่วโลกนั้นยากมาก การจะโตอย่างปลอดภัยให้ได้ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังไม่มีบริษัทไทยเติบโตในระดับโลก มีเพียงการลงทุนในประเทศต่าง ๆ เพื่อให้มีเงินดอลลาร์เพิ่มมากขึ้น แม้กระทั้งบริษัทระดับท็อป 5-10 ในไทย
“ช่วงโควิด-19 เราขยายธุรกิจหลายด้านเพื่อปรับตัวต่อความเสี่ยง เราขาย LNG ที่ราคา 2 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งตอนนี้ราคาขึ้นไปถึง 40 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นถึง 20-30 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยจากการเกิดจากโควิด-19 สงครามรัสเซีย ยูเครน ซึ่งกระทบทุกภาคส่วนแม้แต่ผู้ผลิตพลังงานก็กระทบทางอ้อม จะมีแค่อเมริกาที่ไม่กระทบ ทั้งมีการขายอาวุธและพลังงาน เราเป็นเหมือนน้ำใต้ศอก เราจึงต้องหาโอกาสลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ให้ครอบคลุม ทั้งพลังงาน คริปโต และสื่อสาร เป็นต้น เพราะคิดว่าดาวเทียมเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน มีผลในเรื่องของดาต้า ซึ่งมีหลายส่วนเกี่ยวข้อง”นายสารัชถ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มธุรกิจในโลกปัจจุบัน ตอนจบก็ต้องมาสู่เรื่องของความโปร่งใสและความยั่งยืน นักลงทุนต่างชาติอยากมาลงทุนที่ประเทศไทย แต่มีปัญหาบางอย่างไม่เอื้ออำนวย ทั้งด้านความโปร่งใส ความรวดเร็ว โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติ แต่รัฐบาลต้องผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่การทำธุรกิจของบริษัทไทย ต้องตั้งเป้าหมายให้เป็น Global Company แต่ด้วยกฏระเบียบของภาครัฐที่ยังไม่เกื้อหนุน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ผ่อนคลายกฎระเบียบในการปล่อยกู้ จึงเป็นจุดอ่อน ทำให้บริษัทไทยไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ความยั่งยืนในมุมมองของตน ประกอบด้วย การไม่เบียดเบียนทรัพยากรของคนในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน การศึกษา และเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาก กทม.พยายามผลักดันเรื่องเด็กและโรงเรียนมากขึ้น มีการเพิ่มงบประมาณให้สำนักการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรและรูปแบบการบริหารใหม่ ทั้งด้านอาหาร มีการนำเทคโนโลยีมากำหนดโภชนาการให้เด็กนักเรียนในสังกัด กทม.อย่างสมวัย และการเปิดโอการเรียนรู้นอกห้องเรียนโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองเชี่ยวชาญสู่เด็กในชุมชน รวมถึงการเปิดเทศกาลและโครงการต่างๆ ตามกิจกรรมที่ กทม.กำหนด เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามต่อเมืองที่พวกเขาอาศัย
นายชัชชาติ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ได้เห็นปัญหาต่าง ๆ มากมาย ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณ แต่สิ่งสำคัญคือความไว้ใจ ไม่ใช่มองว่ามีแต่เรื่องใต้โต๊ะ ดังนั้น ถ้าสร้างความไว้ใจได้ก็จะเกิดความยั่งยืน จึงต้องร่วมมือสร้างความเท่าเทียมและยุติธรรม โดย กทม. ได้ทำแพลตฟอร์มร้องเรียนปัญหาเมือง ถือเป็นหัวใจและสร้างความไว้วางใจได้ดี จากคำร้องที่ประชาชนส่งเรื่องร้องเรียนมาช่วงแรกถึง 20,000 เรื่อง ทำให้เกิดปัญหาแพลตฟอร์มล่ม และพบว่าขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนกว่า 1.9 แสนเรื่อง ถือว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจมองเห็นปัญหาและเข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด สามารถตรวจสอบได้ว่าเรื่องร้องเรียนอยู่ที่ไหน สามาถบอกถึงความไว้ใจกับกทม.และจะเป็นพลังให้เปลี่ยนประเทศได้

อย่างไรก็ดีการจะทำให้เมืองยั่งยืน ต้องดูแลซึ่งกันและกัน ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ที่ผ่านมามีการใช้ทรัพยากรกันอย่างมากมาย โดยไม่ได้คำนึงว่าเด็กที่เกิดมาใหม่หรือคนรุ่นใหม่จะมีทรัพยากรเหลือให้ใช้หรือไม่ ส่วนคนรุ่นตนสบายแล้ว เพราะใช้ทรัพยากรมาอย่างเต็มที่และมีอายุอีกไม่กี่ปี ซึ่งตนมองว่า เรากำลังปล่อยให้คนรุ่นใหม่เผชิญกับสภาวะโลกร้อน อากาศเป็นพิษ จากฝีมือการใช้ทรัพยากรของคนรุ่นก่อน และหากยังไม่เลิกเบียดเบียนทรัพยากรของคนในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน การพัฒนาและความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ยาก

