หน้าแรก เศรษฐกิจ เงินบาทอ่อนค่...

เงินบาทอ่อนค่า 35.10 ตลาดปิดรับความเสี่ยง หวั่นเศรษฐกิจถดถอย

16.12.22 | 09:32 น.

เงินบาทเปิด 35.10 อ่อนค่า ตลาดปิดรับความเสี่ยง หวั่นเศรษฐกิจถดถอย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ อยู่ที่ระดับ 35.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 34.92 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.90-35.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ตลาดการเงินฝั่งสหรัฐ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) มากขึ้น ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงหนักและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดอาจยังคงหนุนความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเหรียญสหรัฐในช่วงนี้ กดดันให้เงินบาทยังมีโอกาสเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงได้ หากเงินบาทอ่อนค่าลง แนวต้านสำคัญจะอยู่ในโซน 35.10-35.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยต้องจับตาฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติว่าจะมีแรงขายสินทรัพย์ไทยมากขึ้นขนาดไหน

อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านไปมาก หากไม่ได้มีปัจจัยลบอื่นๆ เข้ามากดดันเพิ่มเติม เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด ต่างก็รอจังหวะให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อทยอยขายเงินเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มสถานะ Short USDTHB (มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะถัดไป)

ทั้งนี้ ฝั่งตลาดค่าเงิน เงินเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหวผันผวนหนัก โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงในช่วงที่ตลาดรับรู้ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (อีซีบี) ก่อนที่จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงตลาดปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า ส่งผลให้ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐ (DXY) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 104.5 จุด

Advertisement

นายพูนกล่าวว่า สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจหลัก ทั้งในฝั่งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) สำรวจโดย S&P Global

อาทิ ในฝั่งญี่ปุ่น ตลาดมองว่าการทยอยเปิดประเทศของญี่ปุ่นจะช่วยหนุนให้ดัชนีภาคการบริการ (PMI) ในเดือนธันวาคม อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.5 จุด ขณะที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและจีนจะกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นชะลอตัวลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงต่อเนื่องของดัชนีภาคการผลิต (PMI) สู่ระดับ 49 จุด