คิดเห็นแชร์ : หลากหลายปัจจัยต่อการลงทุนตลาดหุ้นไทยปี 2566

18.12.22 | 08:58 น.

คิดเห็นแชร์ : หลากหลายปัจจัยต่อการลงทุน

ตลาดหุ้นไทยปี 2566

บทความ “คิด เห็น แชร์” นี้ ซึ่งเป็นบทความส่งท้ายปี 2565 ของผม จะกล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ที่คาดว่ามีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2566 โดยผมประเมินว่าปัจจัยมหภาค อาทิ อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ค่าเงินบาท เป็นต้น ที่เป็นต้นเหตุความผันผวนที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมาจะเริ่มลดบทบาทลงสำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 (1H66) และตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีปัจจัยเฉพาะตัวที่จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นใน 1H66 อาทิ i) การเลือกตั้งทั่วไป ii) การเริ่มต้นจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Transaction tax) ในเดือน เม.ย.2566 iii) จำนวนหุ้นที่จะเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือหุ้น IPO ที่จะมีเป็นจำนวนมาก ก่อนการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ในปี 2567

ปัจจัยมหภาค อาทิ อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และค่าเงินบาท ที่เป็นต้นเหตุของความผันผวนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก มีจุดเริ่มต้นหลักมาจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงทั่วโลก และต่อเนื่องด้วยการพยายามควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ผลกระทบที่เป็นลูกโซ่นี่เอง ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนตลอดปี 2565 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีผมประเมินว่า ผลกระทบจากปัจจัยมหภาคต่างๆ นี่จะเริ่มลดบทบาทลงในช่วง 1H66 เนื่องจาก คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะเริ่มปรับขึ้นในอัตราที่ลดลงในทิศทางเดียวกับ Fed ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทเริ่มมีทิศทางแข็งค่า เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ปัจจัยเฉพาะตัวของตลาดหุ้นไทย จะเริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนมากขึ้นแทน โดยผมประเมิน 3 ปัจจัยหลักที่จะมีผลทั้งด้านบวกและลบ ต่อการลงทุนในช่วง 1H66 ได้แก่

i) การเลือกตั้งทั่วไป: โดยจากสถิติในอดีตแล้ว การเลือกตั้งทั่วไป จะมีผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งหากคำนวณอัตราผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเฉลี่ย จากประเด็นการเลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้งหลังสุด (หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540) พบว่า การเข้าซื้อหุ้นไทยก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน และ 1 เดือน จะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเฉลี่ย 3.9% และ 1.6% ตามลำดับ หรือที่เรียกกันว่า Pre-Election rally ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้นลง 1 เดือน ยังให้อัตราผลตอบแทนที่เป็นบวกเฉลี่ย 4.7% แต่อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนจะพลิกเป็นลบเฉลี่ย -3.3% ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป 3 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มขายทำกำไร

Advertisement

ii) การเริ่มเก็บภาษีการขายหุ้น หรือ Transaction tax ในเดือน เม.ย.2566 ซึ่งผมประเมินว่าจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนในการซื้อขายหุ้น ที่เพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในมุมที่เป็นบวก ข้อดีของภาษีการขายหุ้น อาจมองได้ว่า การซื้อขายหุ้นโดยใช้โปรแกรมอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Robot trade ซึ่งเป็นปัจจัยรบกวนของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา จะเริ่มมีบทบาทลดลง เพราะต้นทุนการเทรดที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

iii) หุ้น IPO จำนวนมากในปี 2566 ปีสุดท้าย ก่อนปรับเกณฑ์ใหม่เข้มข้นขึ้นในปี 2567 ซึ่งผมประเมินว่า จะเป็นปัจจัยลบต่อภาพรวมการลงทุนของดัชนี SET index เนื่องจากการเร่งระดมทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ขณะที่ปริมาณอุปทาน หรือเม็ดเงินของนักลงทุนในตลาดหุ้นก็มีอยู่จำกัด เราอาจเห็นการขายหุ้นในตลาดฯ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าจองซื้อหุ้น IPO เช่นที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีการเสนอขายหุ้น IPO ปีละ ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท โดยในปี 2564-65 มีหุ้น IPO สูงถึง 41 ตัว และ 37 ตัว ตามลำดับ และคาดว่าในปี 2566 จะมีจำนวนหุ้น IPO ที่มากกว่าปี 2564-65 ที่ผ่านมา

ในภาพรวมสรุป ผมประเมินว่าในช่วง 1H66 การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังสดใส ทั้งจากปัจจัยมหภาคที่เป็นลบน้อยลง และคาดหวัง Pre-Election rally ที่จะมีอิทธิพลเหนือกว่า ปัจจัยลบอย่างการเก็บภาษีขายหุ้น และรวมถึงปัจจัยรบกวนอย่างการเร่งระดมทุนขายหุ้น IPO อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางการลงทุนใน 2H66 ยังต้องติดตามความเสี่ยงเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยในประเทศหลักๆ ทั่วโลกที่อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยใน 2H66 เช่นกัน

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์
เคจีไอ (ประเทศไทย)