“ผู้ว่าแบงก์ชาติ” วางรากฐานหลัก 4 ด้าน หนุนไทยรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาของวารสารการเงินธนาคาร “Thailand Next Move 2023 : The Nation Recharge” หัวข้อ Financial Landscape – Thailand’s Economic Challenge in 2023 ว่า ในปี 2566 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะเจอกับความท้าทาย โดยความท้าทายหลักมาจากเศรษฐกิจโลก มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีสัญญาณชัดเจนว่าจะชะลอตัว ซึ่งมาจากการที่ธนาคารหลักของโลกขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายพร้อมกัน และเป็นการขึ้นที่ค่อนข้างเร็วและแรง ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่องแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง แต่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวยังจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย คาดว่า ในปี 2565 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 10 ล้านคน และปี 2566 ที่ 20 ล้านคน จากเม็ดเงินเพิ่มขึ้นส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยกลับมาเกินดุลได้
“คาดว่า ปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 3% และปี 2566 ประมาณ 3.7% แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ แต่มีโอกาสค่อนข้างมากที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้มากกว่า 3%” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว
ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยระยะยาว ยอมรับว่ายังมีความท้าทายอยู่มาก โดยเฉพาะบริบท และเศรษฐกิจทีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ไทยจะต้องเร่งวางรากฐานในระยะยาว เน้นการรักษาความสมดุล เหมาะสม และไม่ทำอะไรอย่างสุดโต่ง โดยมี 4 ด้าน
1.ทำให้นโยบายการเงินเข้าสู่สภาวะปกติ โดยเป้าหมายหลักคือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งบทบาทของ ธปท.คือ การปรับนโยบายด้านการเงินให้เข้าสู่สภาวะปกติจากช่วงวิกฤติที่ต้องใช้ยาแรง ตอนนี้เศรษฐกิจเปลี่ยนก็ต้องปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจใหม่ โดยฝั่งของนโยบายการเงินสิ่งที่ ธปท.ทำคือ การปรับดอกเบี้ยในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป
ซึ่งผลที่ได้จากการปรับมาตรการ คือ 1.หน้าที่หลักของธนาคารกลางคือ การรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยผลที่ได้จากการดำเนินมาตรการแบบเฉพาะจุดมากขึ้นคือเงินเฟ้อที่เคยแตะจุดสูงสุดที่กว่า 7% ได้ค่อยๆ ทยอยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.5% โดย ธปท.คาดว่าจะเห็นเงินเฟ้อกับเข้ากรอบ 1-3% ในครึ่งหลังของปี 2566
2.ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน้าที่หลักของธนาคารกลาง พบว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ และ3.เสถียรภาพระบบการเงิน ปัจจุบันยังทำงานได้ดี สินเชื่อยังขยายตัวได้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีความเข้มแข็ง
ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า 2.แก้เรื่องหนี้ครัวเรือน โดยหลักการ 1.การทำมาตรการแบบปูพรมเนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว รายได้ของหลายภาคส่วนเริ่มกลับมา ดังนั้น มาตรการแบบปูพรมจึงอาจสร้างผลข้างเคียงและสร้างแรงจูงใจที่ผิดตามมา
หลักการที่ 2.ไม่ควรทำมาตรการที่สร้างภาระเพิ่มให้กับลูกหนี้ เช่น การพักหนี้ เนื่องจากการพักหนี้ไมได้ทำให้ภาระหนี้หายไป และหลักการที่ 3.ต้องไม่ทำมาตรการที่กระทบโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในอนาคต เช่น มาตรการที่กระทบกับข้อมูลต่างๆ เช่น ลบประวัติเครดิตบูโร
ดังนั้น ในปัจจุบันสิ่งที่ ธปท.กำลังผลักดันคือ พยายามแก้ปัญหาหนี้ให้ครบวงจรมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้เดิม และในระยะข้างหน้าจะให้ความสำคัญตั้งแต่ก่อนก่อหนี้ เช่น การให้ความรู้ทางการเงิน นอกจากนี้ ให้ความสำคัญกับการปล่อยหนี้ คือ การให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ไม่สร้างภาระหนี้มากเกินไปให้กับลูกหนี้
“ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้เร็ว ต้องใช้เวลา การแก้ปัญหาหนี้จะดูเรื่องหนี้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำควบคู่กับเรื่องรายได้ด้วย เพราะถ้ารายได้ไม่มา การแก้หนี้ก็จะไม่จบ”ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว
ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า 3.เรื่องความยั่งยืน เนื่องจากเป็นกระแสที่มาเร็วและแรง ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามากระทบแต่รวมถึงนโยบายด้านความยั่งยืนของประเทศต่างๆ ต้องทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนมีต้นทุนที่น้อยที่สุด เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ส่งผลกระทบในวงกว้างและร้ายแรง เพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้แม้มีการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเนื่องจากจะเป็นการซ้ำเติมเรื่องความเหลื่อมล้ำ
ดังนั้น ในการสนับสนุนภาคการเงินสิ่งที่ ธปท.ได้เข้าไปช่วย เช่น ทำให้นิยามชัดเจนมากขึ้น มีข้อมูลที่จะนำมาใช้ได้ มีวิธีที่ทำให้สถาบันการเงินนำไปปฏิบัติได้จริง โดยทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อทำคู่มือให้สถาบันการเงินนำมาใช้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดร.เศรษพุฒิ กล่าวว่า 4.กระแสการวางรากฐานเรื่องดิจิทัล โดยเป้าหมายของ ธปท. ในเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน ด้วยการใช้นวัตกรรมทางการเงินมาสร้างประโยชน์และโอกาสให้กับเศรษฐกิจโดยไม่ให้เกิดผลกระทบด้านเสถียรภาพ ไทยมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะภาคการเงินมานาน การเงินดิจิทัลจะเป็นโอกาสที่จะทำให้ประชาชนหรือธุรกิจใหม่ๆ เข้าถึงภาคการเงินได้มากขึ้น
“ธปท. จึงเน้นเรื่อง Responsible Innovation หรือนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่นวัตกรรมที่สร้างความเสี่ยงจนเกินไป ดังนั้นหน้าที่ของ ธปท. คือต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเรื่องการเงินดิจิทัลให้เกิดขึ้นให้ได้”ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ ธปท.ยังให้ความสำคัญในการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่โดยใช้ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งคาดว่าเกณฑ์จะออกได้ในเดือนมกราคม 2566 โดยจะมีการเปิดรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ ธปท. พยายามทำเพื่อให้ภูมิทัศน์ทางการเงินใหม่ของไทยรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งทุกเรื่องที่ทำต้องให้ความสำคัญคือเรื่องของสมดุล เนื่องจากจะทำอะไรแบบสุดโต่งหรือให้ความสำคัญแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ เพราะผลข้างเคียงเยอะต้องคำนึงถึงหลายมิติ
“ธปท.ในฐานะที่ดูแลภาพรวมการเงินไทยมีความจำเป็นต้องหาความสมดุลเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจ การเงิน มีความยืดหยุ่น ทนทาน ปรับตัวได้ มีการต่อยอดนวัตกรรม รองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นในโลกใหม่ได้” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

