‘SCB CIO’ จับมือ ‘3 บลจ.’ ชี้ลงทุนปี’66 ฟันธงจีน–เวียดนามเด่นแซงโค้งตลาดหุ้นสหรัฐ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นางสาวเกษรี อายุตตะกะ ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCB CIO ได้เชิญพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมเปิดมุมมองด้านการลงทุน ในปี 2023 หัวข้อ “ จับสัญญาณการลงทุน สินทรัพย์ไหนไปรุ่ง ” ในงาน “SCB CIO FORUM 2023”ที่ผ่านมา เนื่องจาก SCB WEALTH มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายในรูปแบบของ Open Architechture ที่ครอบคลุมการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ
นายวโรฤทธิ์ จีระชน Head of Investment Research บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) กล่าวในงาน SCB CIO FORUM 2023 หัวข้อจับสัญญาณการลงทุน สินทรัพย์ไหนไปรุ่ง จัดโดยธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ว่า ในปี 2566 เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวหรือถดถอยเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีแรก ดังนั้น ตลาดอาจผันผวนได้มาก ส่วนยุโรปคาดว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย จากผลกระทบของสงครามที่ยืดเยื้อต่อจนถึงต้นปี 2566 ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังเติบโตได้เล็กน้อย จึงมองว่าความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นจะมาอยู่ที่กลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM) อย่างจีน เวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี
นายวโรฤทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของเวียดนาม มูลค่าหุ้นลดลงไป 30% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี เนื่องจากมีประเด็นการจำกัดโควตาสภาพคล่องที่ธนาคารปล่อยกู้ได้ ซึ่งปี 2566 คาดว่าจะมีการให้เครดิตโควตาชุดใหม่ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนาม เป็นตลาดที่นักลงทุนใช้บัญชีมาร์จิ้น กู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหุ้นกันมาก
ดังนั้น ในช่วงตลาดขาลง นักลงทุนที่ใช้บัญชีนี้ซื้อขายก็โดนบังคับขายหุ้นเพราะมูลค่าหุ้นที่ลดลงมา ทำให้ถูกเรียกชำระหลักประกันเพิ่ม แต่ไม่สามารถชำระได้
อย่างไรก็ตาม หากลงทุนระยะยาวได้ ตลาดหุ้นเวียดนามก็น่าสนใจ โดยแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมสำหรับตลาดพัฒนาแล้วแม้จะมีความน่าสนใจน้อยกว่า แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ราคาปรับลดลงมามากแล้ว เช่น หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงกลุ่มหุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่ปกติจะทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นใหญ่ในช่วงหลังจากเศรษฐกิจถดถอยผ่านพ้นไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566
“นักลงทุนสามารถรอให้ตลาดลงไปถึงจุดต่ำสุด (bottom) ก่อน แล้วเข้าไปซื้อทีหลังก็ได้ เพราะจากการศึกษา พบว่ามีโอกาสที่ดีกว่าการเข้าไปซื้อในช่วงก่อนถึงจุดต่ำสุด”นายวโรฤทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนยังต้องระวังคือ การเกิดเศรษฐกิจถดถอยซ้ำรอบสอง โดยอาจเริ่มเห็นความกังวลในประเด็นนี้ช่วงปี 2566 และอาจจะเกิดการถดถอยซ้ำในปี 2567 ได้ หากเป็นเช่นนั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบเพื่อสู้เงินเฟ้อปลายปี 2566 ซึ่งจะทำให้ความหวังที่สินทรัพย์เสี่ยงจะปรับขึ้นช่วงครึ่งปีหลังพังลงได้
นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือMFC มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2566 น่าจะชะลอตัวลงแต่คงไม่ถดถอย โดยเติบโตได้ 0.4% อย่างไรก็ตาม ถ้ามองรายไตรมาส ก็มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะเกิดการถดถอยทางเทคนิคคือเศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน ในช่วงไตรมาส 1-2 ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนในยุโรป คาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยแต่ไม่มาก อยู่ที่0.1-0.2% โดยคาดว่าได้เริ่มถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 และอาจถึง ไตรมาส 2/2566 ส่วนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะล่าช้ากว่าสหรัฐและคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น จะเติบโตได้ 1.4-1.5%
นายชาญวุฒิ กล่าวว่า ช่วงเวลาเช่นนี้ การลงทุนในตลาดเกิดใหม่จึงน่าสนใจ โดยตลาดอันดับแรกที่มองคือจีน ตามด้วยเวียดนาม เพราะมูลค่าหุ้นค่อนข้างดีทั้งคู่ แต่จีนมีโอกาสฟื้นตัวก่อน เพราะรอผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดเป็นศูนย์ (Zero Covid) และประชากรมีเงินออมสูงพร้อมใช้จ่ายเมื่อเปิดเมืองแล้ว โดยแนะนำให้เข้าสะสมหุ้นจีนได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก ส่วนเวียดนามมีความน่าสนใจเพราะมีเรื่องราวการเติบโตที่ดี แต่มีความเสี่ยงเรื่องการจัดการภายในอยู่
สำหรับตลาดสหรัฐฯ หากต้องการลงทุน ควรเน้นหุ้นเชิงรับ ที่การเติบโตแข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานดี จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยการลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัวยังมีโอกาสที่ดีอยู่ ส่วนของหุ้นยุโรป ควรเน้นหุ้นกลุ่มโลจิสติกส์ หรือหุ้นกลุ่มที่มีรายได้หลักจากนอกยุโรป และผลการดำเนินงานยังเติบโตได้ดี มากกว่าการลงทุนบนดัชนีหุ้นยุโรปโดยรวม
ด้านการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำให้ทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ที่จะได้ประโยชน์เมื่อผลตอบแทนตราสารหนี้ (Bong Yield) ปรับลดลงมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น ส่วนหุ้นกู้ควรเน้นกลุ่ม Investment Grade ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือก กลุ่มทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ (Global Reit) โดยเฉพาะในเอเชีย มีความน่าสนใจ เพราะมีโครงสร้างจ่ายเงินปันผลสูงและการเติบโตสูง โดยเน้นกลุ่มที่อยู่ในธีมโลจิสติกส์ ธีมเปิดเมือง
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อิสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด (Eastspring) กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่น่าจะถึงขั้นถดถอยในปี 2566 อาจเป็นเพียงเติบโตเล็กน้อย โดยให้น้ำหนัก 40% ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตแบบบางๆ ให้น้ำหนัก 40% ว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยแบบปานกลาง(Mild Recession) และให้น้ำหนักแค่ 20% ว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
นายบดินทร์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยหรือไม่นั้น ก็คือ การเปิดประเทศของจีน ว่าจะเป็นไปตามคาดหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯมีการเชื่อมโยงทางการค้าการลงทุนกับจีนสูง หากจีนเปิดประเทศไม่ได้ภายในกลางปี 2566 สหรัฐฯ ก็อาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ แต่ถ้าเปิดประเทศไม่ได้จนถึงปลายปี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็มีโอกาสจะถดถอยรุนแรง ส่วนยุโรป เวลานี้เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว คาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยแบบไม่รุนแรง ในไตรมาสที่ 2-3 ปี 2566
ส่วนญี่ปุ่น ไม่น่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย และปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและมีมาตรการการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจนี้ ทำให้เรามองว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียคงจะมีความน่าสนใจลงทุนมากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว ในปี 2566 โดยช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดน่าจะมาจากการเปิดประเทศของจีน คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2 ซึ่งจะทำให้ตลาดเกิดใหม่ที่ค้าขายกับจีนได้ประโยชน์
ทั้งนี้ สำหรับตราสารหนี้ ของบริษัทที่มีคุณภาพ อยู่ในระดับ Investment Grade ยังน่าสนใจ โดยอาจลดความเสี่ยงจากการที่บริษัทบางแห่งจะถูกลดระดับความน่าลงทุนได้ด้วยการลดระยะเวลาการถือครองให้สั้นลงได้ ในส่วนของสินทรัพย์ทางเลือกมองว่า Global Reit น่าสนใจ

