สรุปข่าวหน้า 1 : เอกชนจ๊าก ค่าไฟขึ้น เป็นของขวัญปีใหม่-ชี้นักลงทุนส่อเผ่น
วันที่ 17 ธันวาคม จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 โดยตรึงไว้ที่4.72 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ จะปรับขึ้นที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาคเอกชนออกมาตัดพ้อ เพราะขอให้ตรึงค่าไฟภาคธุรกิจด้วย เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอีก
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.เรียกร้องให้ภาครัฐชะลอขึ้นค่าไฟฟ้า พร้อมสะท้อนด้วยเหตุด้วยผลมาตลอด แต่กลับได้รับการขึ้นค่าไฟฟ้าเป็นของขวัญปีใหม่ และยังได้รับข่าวอีกว่าหลังแจกของขวัญนี้แล้ว จะมีของขวัญเพิ่มเติมอีก คือค่าไฟรอบหลังเดือนเมษายน 2566 มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส.อ.ท.จึงอยากจะสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบจากการขึ้นค่าไฟฟ้า ประการแรกคือ ลดขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยกับต่างประเทศ และเรื่องภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากเมื่อต้นทุนการผลิตทุกอย่างเพิ่ม ราคาสินค้าก็ต้องขึ้นตาม ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ความน่าสนใจของไทยในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติของไทยนั้น ถ้าเทียบกับหลายประเทศต่างมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่เมื่อดูเรื่องค่าไฟที่เป็นต้นทุนสำคัญก็จะทำให้ต่างชาติสะดุด เพราะค่าไฟไทยไม่ได้แพงขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ปัจจุบันเวียดนามมีค่าไฟอยู่ที่ 2.88 บาทต่อหน่วย ขณะที่ไทยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ก็ทำให้นักลงทุนคิดหนักแล้ว แต่ไทยยังแจกของขวัญปีใหม่ปรับค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 1 บาท หรืออยู่ที่ 5.69 บาทต่อหน่วย เพราะฉะนั้น นักลงทุนต่างชาติที่กำลังจะพิจารณาย้ายฐานผลิตก็อาจไม่พิจารณามาตั้งฐานที่ไทย
“ล่าสุดมีหลายอุตสาหกรรมที่กำลังเตรียมเข้ามาลงทุน ล้วนเป็นกลุ่มใช้ไฟฟ้าเป็นหลักในการผลิต ก็น่าจะตัดสินใจได้ทันทีว่าจะย้ายฐานไปยังประเทศอื่นๆ ที่ราคาพลังงานถูกกว่า เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-มิถุนายน) ในกลุ่มประเทศอาเซียน อันดับ 1 คือสิงคโปร์ มีเม็ดเงินลงทุน 8,181 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วย มาเลเซีย 4,195 ล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม 3,658 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 1,540 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 1,256 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทย 1,079 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าไทยอยู่ระดับปลายแถวของอาเซียน มีเพียง 2 ชาติที่รองไทยคือ กัมพูชา 474 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมียนมา 34.6 ล้านเหรียญสหรัฐ” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวเป็นช่วงที่ไทยจัดเก็บค่าไฟฟ้าที่ 4.72 บาท ต่อหน่วย หากไทยปรับค่าไฟฟ้าขึ้นอีกในเดือนมกราคม 2566 ก็น่าจะเห็นตัวเลขการลงทุนน้อยลงกว่านี้ ยิ่งมีสัญญาณจะปรับขึ้นค่าไฟฟ้าต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขัน เม็ดเงินลงทุน และภาวะเงินเฟ้อไทย จะมีปัญหาทวีขึ้นมากขนาดไหน ส.อ.ท.ก็พยายามจะบอกมาตลอด ทุกประเทศทั่วโลกกำลังต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ พยายามกดเงินเฟ้อลง แต่ไทยกลับเพิ่มค่าไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูง เงินเฟ้ออยู่แล้วก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไร
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ด้านขีดความสามารถทางการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ปัจจุบันเวียดนามมีสิทธิพิเศษทางการค้าตามข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ถึง 16 ฉบับ ครอบคลุม 55 ประเทศ ส่วนไทยมีเอฟทีเอ 14 ฉบับ ครอบคลุม 19 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมมากกว่าไทย ถึง 36 ประเทศ ทำให้มีแต้มต่อมากกว่าไทย ด้านค่าแรงก็ราคาถูกกว่าไทย และค่าครองชีพก็ต่ำกว่าไทย ยิ่งไปกว่านั้นค่าไฟของเวียดนามก็ต่ำกว่าไทยมาก
“สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ในปี 2566 เวียดนามมีนโยบายที่จะยืนราคาค่าไฟที่ 2.88 บาทต่อหน่วย ให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมแข่งขันได้สูงขึ้น ส่งออกได้ดี แต่จะปรับค่าไฟของครัวเรือนขึ้น 3-4% แทน เพื่อส่งสัญญาณถึงครัวเรือนให้ความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน แต่ไทยกลับมีนโยบายกลับกัน ให้ภาคอุตสาหกรรมแบกรับภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือน ”นายเกรียงไกรกล่าว

