กุมขมับ ‘ไฟแพง แรงงานขาด’ ดับฝัน ท่องเที่ยวไทย ฟื้นรับปีใหม่

19.12.22 | 10:17 น.
กุมขมับ‘ไฟแพง แรงงานขาด’ ดับฝัน ท่องเที่ยวไทย ฟื้นรับปีใหม่

กุมขมับ‘ไฟแพง แรงงานขาด’ ดับฝัน ท่องเที่ยวไทย ฟื้นรับปีใหม่

ตลอดปี 2565 ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ขนาดจะใหญ่จะเล็กแค่ไหน ต่างเจอวิกฤตเหมือนกันคือ ปัจจัยร้ายรุมเร้า จนกระทบต่อการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไม่หยุดยั้ง ภาคธุรกิจแบกรับและแก้ปัญหาต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง ภาคประชาชนแบกรับราคาสินค้าหรือค่าบริการพาเหรดกันขึ้น ไม่เว้นกระทั่งสินค้ายังชีพของคนมีรายได้น้อยอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารริมทางก็ปรับสูงขึ้น 5-10 บาทต่อเมนู ในทุก 4-5 เดือน กลายเป็นปรากฏการณ์แพงทั้งแผ่นดิน ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโลกยังไม่เอื้อต่อการส่งออกจากนี้

เมื่อไล่เช็กว่าเหลือเครื่องยนต์ใดที่พอจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นความหวังของประเทศในตอนนี้ ทุกคนชี้ไปที่ภาคท่องเที่ยวและบริการ

ผนวกกับเข้าใกล้ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2565 ต้อนรับปีใหม่ 2566 ภาคเอกชนและประชาชนก็ถามหาของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล หนึ่งในนั้นคือ ชะลอปรับขึ้นค่าไฟภาคประชาชน โดยมติสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เห็นชอบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 โดยตรึงไว้ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ จะปรับขึ้นที่อัตรา 5.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งประเภทอื่นๆ ที่หมายถึงธุรกิจจำพวกภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคการบริการต่างๆ

⦁อัพค่าจ้างขั้นต่ำซ้ำเติมธุรกิจ

Advertisement

แล้วสถานการณ์ภาคท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง วันนี้เป็นอย่างไร!!

ย้อนดูช่วงที่ผ่านมา มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งต้องยอมรับว่าในแง่ของลูกจ้างถือว่าได้ประโยชน์ เพราะเท่ากับจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูงเสียดฟ้าในตอนนี้ หากประเมินในแง่ของผู้ประกอบการ ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า การขึ้นค่าแรงถือเป็นผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เพราะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บวกกับเดิมมีการเพิ่มขึ้นของต้นทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะราคาพลังงานยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการประกอบการทั้งในแง่การสร้างรายได้และการทำกำไร

เมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผสมโรงกับการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ที่ถือเป็นต้นทุนหลักในด้านพลังงานของภาคธุรกิจ ก็เท่ากับเป็นผลกระทบที่ซ้ำเติมแบบชัดเจน เรื่องนี้ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สวนทันควันว่า ก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.เรียกร้องให้ภาครัฐชะลอขึ้นค่าไฟฟ้า ผ่านการสะท้อนเหตุผลของการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง แต่กลับได้รับการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเป็นของขวัญปีใหม่ และยังได้รับข่าวอีกว่าหลังแจกของขวัญนี้แล้ว จะมีของขวัญเพิ่มเติมอีก คือค่าไฟรอบหลังเดือนเมษายน 2566 มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ส.อ.ท.จึงอยากสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบจากการขึ้นค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะการลดขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยกับต่างประเทศ และภาวะเงินเฟ้อ เพราะเมื่อต้นทุนการผลิตทุกอย่างเพิ่มขึ้น ราคาสินค้า ต้องขึ้นตาม ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนที่ต้องแบกรับมากขึ้น ในระยะต่อไทยลดความน่าสนใจเข้ามาลงทุนในมุมมองต่างชาติ

⦁ฝากความหวัง‘ท่องเที่ยว’เข็นศก.

หันสอบถามเจ้าของธุรกิจ ต่างชี้ชัดว่าการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าไม่ได้กระทบหนักเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้น แต่กระทบกับภาคบริการที่เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวด้วย จากประเมินของนักวิชาการ นักวิเคราะห์ต่างๆ ฟันธงเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2566 ขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องจากภาคการส่งออกในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มในอนาคตเริ่มจะติดๆ ดับๆ แล้ว เพราะการส่งออกแนวโน้มชะลอตัว เทียบกับช่วงปี 2564 เนื่องจากฐานสูง และภาพรวมเศรษฐกิจโลกเห็นพ้องกันว่าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ความต้องการสินค้าอาจไม่มีมากเท่าเดิม หมายถึงว่าเราอาจส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศน้อยลง

เมื่อการส่งออกที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักในปีนี้ ชะลอความแรงลงเหลือเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น สอดคล้องกับรัฐบาลที่ประกาศนโยบายว่าปี 2565-2566 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย และให้การบ้านในการดึงรายได้ของท่องเที่ยวกลับมาที่ 80% ของปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 20 ล้านคน แต่หากประเมินจากงบประมาณที่ภาคการท่องเที่ยวได้กลับไม่สอดคล้องกันมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นหากประเมินจากประกาศการปรับขึ้นทั้งค่าแรงงานและค่าไฟฟ้าที่รออยู่นั้น ยิ่งไม่ได้ไปทิศทางเดียวกันกับนโยบายที่ประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวเลย

⦁เอกชนโอดครวญโสหุ้ยแพง

ภาคเอกชน ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล นายกสมาคมโรงแรมภาคใต้ หนึ่งในพื้นที่ยอดนิยมเที่ยวในช่วงปีใหม่ เห็นว่าการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ประเมินเฉพาะในธุรกิจโรงแรมขนาด 200 ห้องพัก จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่ประมาณ 4-5 แสนบาทต่อเดือน ทำให้การปรับขึ้นค่าไฟมีผลกระทบต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากต้นทุนที่เป็นพลังงานของโรงแรม จะมีค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และค่าก๊าซ ซึ่งภาระหนักสุดจะอยู่ที่ค่าไฟ เพราะต้องใช้ทั้งเครื่องปรับอากาศ ไฟทั้งในและนอกตัวอาคาร ทำให้ปกติจะคำนวณต้นทุนพลังงานเป็น 10% ของรายได้รวมอยู่แล้ว พอมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า จะกระทบให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น รายได้และกำไรลดลง

“ความน่าเป็นห่วงไม่ได้อยู่ที่ค่าไฟฟ้าอย่างเดียว แต่เป็นการปรับขึ้นของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องด้วย เป็นการเร่งตัวของภาวะเงินเฟ้อในประเทศ เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราก็เห็นการปรับราคาขึ้นเกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง อย่างวัตถุดิบที่ใช้ในธุรกิจ อาทิ เมล็ดกาแฟที่ปรับราคาขึ้นมา30-40% เทียบกับช่วงต้นปี ทำให้การปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในต้นทุนพลังงานเท่านั้น แต่เป็นราคาข้าวของอื่นๆ ที่จะปรับขึ้นตามมาด้วย”

สอดคล้องกับ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าไฟฟ้ามีผลกระทบกับภาคธุรกิจโรงแรมแน่นอน เพราะเป็นสถานประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงโรงแรมยังมีผลกระทบอยู่แล้ว ในแง่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่กดดันการจ้างงานในธุรกิจโรงแรม ซึ่งโรงแรมกว่า 51% มองว่าข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้โรงแรมไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มที่ในไตรมาส 4/2565 คือปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งในแง่จำนวนและคุณภาพ รวมถึงความสามารถในการขึ้นค่าจ้างทำได้จำกัดด้วย เพราะทุกอย่างที่ปรับขึ้นถือเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ

ภาครัฐ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ต้นทุนของผู้ประกอบการและต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลต้องประเมินว่ามีความเหมาะสมหรือสอดคล้องกันมากน้อยอย่างไร เพราะตอนนี้ก็เหมือนในหลายประเทศ ที่กังวลการเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็พยายามลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและภาคธุรกิจ ผ่านการลดต้นทุน โดยการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า กระทบกับสินค้าและบริการที่มีราคาสูงขึ้น จะทำให้คนเที่ยวน้อยลงหรือไม่นั้น มองว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเหมือนการซื้อสินค้าปกติ ที่หากมีราคาแพง คนก็ซื้อน้อยลงแต่การท่องเที่ยวหากคนอยากเที่ยวอย่างไรก็ไป แต่อาจกระทบในแง่ของการใช้จ่าย ที่ทำให้คนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นมากกว่า ตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความกังวลอยู่ เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่หากคนกลัวว่าอนาคตจะไม่แน่นอน ก็ชะลอการใช้จ่ายก่อน

ผลกระทบของการแห่ปรับขึ้นราคา ทั้งที่ปรับไปแล้วและรอปรับในปี 2566 จะทำให้ท่องเที่ยวไทยบินไม่สูงดั่งหวัง ดึงเศรษฐกิจไทยติดหล่มซ้ำอีกปีหรือไม่ คงต้องมาลุ้นกัน ไปพร้อมกับประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 ธันวาคมนี้ จะมีข่าวดีอะไร จูงใจเข้าถึงไทยเที่ยวไทย