นักวิเคราะห์ชี้ ค่าไฟขึ้นแตะสูงสุดปี 66 ฉุดกำไรภาคธุรกิจลดลง

‘กรุงไทย’ เผยค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ชี้ภาคอุตสาหกรรมรับผลลบต้นทุนเพิ่ม-กำไรหด

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม นายพงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย (Krungthai COMPASS) เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2566 คาดว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นจากปี 2565 เนื่องจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีแนวโน้มปรับค่าไฟฟ้าขึ้น ตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติของไทย โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

1.ค่าไฟปรับตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงโดยภาครัฐไม่เรียกเก็บเงินเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.90 บาท/หน่วยไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 17.8% 2.ภาครัฐเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 0.33 บาท/หน่วยไฟฟ้าเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 5.23 บาท/หน่วยไฟฟ้า และ 3.ภาครัฐเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 0.67 บาท/หน่วยไฟฟ้าเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มเป็น 5.57 บาท/หน่วยไฟฟ้า

ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนแตะสูงสุดในปี 2566 ย่อมส่งผลลบต่อต้นทุนโดยรวมและกำไรสุทธิของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมผลิตเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมผลิตโลหะ อุตสาหกรรมผลิตยางและพลาสติก และอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ เป็นต้น” นายพงษ์ประภา กล่าว

นายพงษ์ประภา กล่าวว่า ประเมินว่า ทุก 1% ของค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น จะทำให้อัตรากำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการผลิตลดลงประมาณ 0.03% ซึ่งหากเป็นไปตามกรณีที่ 1.ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 17.8% อัตรากำไรลดลงจาก 1.5% เป็น 0.9% กรณีที่ 2.ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 25.7% อัตรากำไรลดลงจาก 1.5% เป็น 0.7% กรณีที่ 3.ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 33.9% อัตรากำไรลดลงจาก 1.5% เป็น 0.4% ดังนั้น หากสัดส่วนระหว่างค่าไฟฟ้าและต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.0% จะทำให้อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการผลิตคาดว่าลดลงจาก 1.5% ในปี 2565 เป็น 0.9% ในปี 2566 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3% ในปี 2567 ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าต้นทุนอื่นๆ นอกเหนือจากค่าไฟฟ้า และรายได้คงที่ในช่วงเวลาดังกล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตจึงควรปรับตัว เพื่อลดผลกระทบจากค่าไฟฟ้า ดังนี้ 1.ควรติดตั้ง Capacitor Bank คืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บประจุไฟฟ้าเพื่อใช้ยามที่โรงงานใช้ไฟเกินในระบบจ่ายไฟฟ้าของหม้อแปลง ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าถึง 46%

2.ควรติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่มีกำลังการผลิตเท่ากับปริมาณใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และติดแบตเตอรี่ลิเทียม (ESS) เพราะช่วยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงเวลาที่มีความเข้มแสงเพียงพอ เพื่อใช้ในช่วงเวลาอื่น จึงทำให้ได้รับผลประโยชน์จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์มากที่สุด

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image