หน้าแรก เศรษฐกิจ “ส.ธนาคารไทย”...

“ส.ธนาคารไทย” เล็งยกระดับภาคการเงิน หนุนแพลตฟอร์มเชื่อมการค้าโลก ดัน ศก.ไทย

21.12.22 | 16:26 น.

‘ส.ธนาคารไทย’ เล็งยกระดับภาคการเงิน หนุนแพลตฟอร์มเชื่อมการค้าโลก ดัน ศก.ไทย

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวในงานสรุปภาพรวมการจัดงาน APEC 2022 : ประเทศไทยได้อะไรจากการประชุม จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หัวข้อ มุมมองในอนาคตของ กกร. : การต่อยอดและภาคเอกชนจะเดินหน้าอย่างไรว่า สำหรับเทคโนโลยียุควิถีใหม่ หลักคิดทั้งหมดคือเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศไทย การทำให้ธุรกิจ การลงทุน การบริการ และประชาชน สามารถสร้างโอกาส ศักยภาพ และความพร้อม ซึ่งระบบการเงินมีภารกิจและหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นต่อทรัพยากร หรือเม็ดเงินสามารถถูกกระจายเป็นรายได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง ครอบคลุม เท่าเทียม และเป็นธรรม ซึ่งเป็นกลไกหลักต่อการดำเนินงาน

นายผยงกล่าวว่า โดยการยกระดับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจประเทศได้นำแพลตฟอร์ม NDTP (National Digital Trade Platform) หรือแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศของไทย จากความเสี่ยงการค้าของโลกที่ส่งผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซัพพลายเชนอาจเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การเชื่อมต่อในระบบภาคการค้าระหว่างประเทศควรผลักดัน ซึ่งระบบนี้ได้เริ่มทดลองแล้วในประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยมีบริษัทรายใหญ่ของภาคเอกชนเข้ามาทดลองจนประสบความสำเร็จ โดย 21 เขตเศรษฐกิจมีความสนใจจะยกระดับแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา

นอกจากนี้ มีเรื่องที่เร่งทำสำหรับคนตัวเล็ก กลุ่มเอสเอ็มอี คือเรื่องการพิจารณาความสามารถในการมีหนี้และชำระหนี้ด้วยข้อมูลทางเลือก เช่น ถ้ามีธุรกิจการค้า การขายที่มีข้อมูลใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่แสดงถึงข้อตกลงกับผู้จัดจำหน่ายเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการกับคู่ค้า และคู่ค้าของท่านเป็นคู่ค้าที่ตอบโจทย์ การเข้าถึงทรัพยากรเงินทุนในการเข้าไปใช้ เพื่อการผลิตสามารถเป็นไปได้ แต่ระบบการเงินต้องมีข้อมูลของการซื้อการขายการสั่งของระหว่างกัน

“โดยระบบนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเร่งพัฒนาภายใต้โครงการพร้อมบิส (PromptBiz) ซึ่งตัวนี้จะเข้ามาเติมเต็มในเรื่องความร่วมมือการทำธุรกิจระหว่างประเทศ โดยให้ทุกภาคส่วนใช้ดิจิทัลให้เต็มศักยภาพ และสามารถยกระดับการเข้าถึงระบบการพัฒนาประเทศได้” นายผยงกล่าว

จากความสำเร็จจากการยกระดับภาคการเงินของประเทศ โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกกลุ่มเข้าถึง ลดความเหลื่อมล้ำและประสบความสำเร็จอย่างการชำระเงินระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่มีการใช้บริการแพร่หลายในช่วงการแพร่ระบาดโควิด นอกจากนี้ พัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานแล้ว 40 ล้านคน โดยมีกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงได้ และธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 1.6 ล้าน ร้านค้า อยู่ในระบบโครงการของรัฐบนโครงสร้างพื้นฐานพร้อมเพย์

Advertisement

“หากพูดถึงดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นในระบบภาคการเงิน ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเสริมภาคการผลิต ภาคการบริการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน สามารถยกระดับธุรกิจ การใช้ชีวิตจริงของกลุ่มเหล่านี้ให้ได้ตามยุคตามสมัยอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล โดยทั้งหมดนี้ เพื่อเพิ่มผลผลิตและความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นายผยงกล่าว

ดังนั้น ต้องมองในระบบการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงิน ต้องทำอย่างไรที่จะตอบโจทย์เรื่องการครอบคลุม เข้าถึงและเท่าเทียม ไม่เช่นนั้นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นจะสร้างความเหลื่อมล้ำมากกว่าการสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อทุกกลุ่มให้มีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศต่อไป