หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้า ชี้ค...

หอการค้า ชี้คนไทยใช้จ่ายปีใหม่’66 สะพัดแสนล้าน ห่วงยาเสพติด-ศก. อยากให้รัฐเพิ่มรายได้

22.12.22 | 14:27 น.

หอการค้า เผยคนไทยใช้จ่ายปีใหม่’66 คึกคักสะพัด 1 แสนล้าน ขยายตัว 20.1% สูงสุดในรอบ 17 ปี

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ แถลงข่าวโพลพฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 ว่า

ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่สำรวจระหว่างวันที่ 9 – 16 ธันวาคม 2565 สำรวจประชากรกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศไทยจำนวน 1,345 ตัวอย่าง ประชาชนจะใช้จ่ายให้กับตัวเองและผู้อื่น 69.8% ประเมินการใช้จ่ายมีมูลค่า 103,039 ล้านบาท ขยายตัว 20.1% สูงสุดในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นครั้งแรกที่มีเงินสะพัดทะลุแสนล้านบาท

นอกจากนี้ พบว่าประชาชนมีการจับจ่ายในช่วงเทศกาลอย่างคึกคักและเป็นกลับมาจับจ่ายที่มีความสุขในรอบ 3 ปี และจะส่งผลให้เศรษฐกิจมีความทะยานขึ้นอย่างสดใส และประกอบกับมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1 ที่รัฐบาลออกมาเป็นของขวัญปีใหม่ อย่างช้อปดีมีคืน พร้อมกับเราเที่ยวด้วยกัน คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดเฉลี่ยกว่า 60,000 บาท จะส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1/2566 ขยายตัวเพิ่ม 0.1 ถึง 1% จะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2566 ขยายตัว 3.5%

“มูลค่าฐานที่มูลค่า 103,039 ล้านบาท เป็นฐานที่น่าสนใจเพราะเป็นระดับตัวเลขใกล้เคียงกับปี 2556 ที่มูลค่า 105,827.15 ล้านบาท สะท้อนว่าสถานการณ์ปี 2566 เริ่มกลับมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นปกติที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ระดับก่อนช่วงปี 2563 ที่ติดลบ 6.2% และเป็นการปิดฉากโควิดโดยที่เศรษฐกิจพร้อมจะขยายตัวเต็มที่” รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับการใช้จ่ายมีมูลค่า 103,039 ล้านบาทแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 1.ใช้จ่ายกิจกรรมต่างๆ อาทิ การเลี้ยงสังสรรค์ การทำบุญ การซื้ออุปโภคบริโภค ซื้อสินค้าคงทน และซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นมูลค่า 42,601.66 ล้านบาท และ 2.ใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยว อาทิ ท่องเที่ยวภายในประเทศ และต่างประเทศ เป็นมูลค่า 60,437.45 ล้านบาท

Advertisement

โดยรวมคาดว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับปี 2565 พบว่าจะคึกคักพอๆ กับปีที่แล้ว สัดส่วน 42.5% คึกคักมากกว่า สัดส่วน 48.3% คึกคักน้อยกว่า 8.8% และไม่คึกคัก 0.4% เนื่องจากประชาชนคลายความกังวลกับการแพร่ระบาดโควิดมากขึ้นสอดคล้องกับการทำแบบทดสอบพบว่าโควิดไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายปีใหม่ สัดส่วน 80.4% และ 19.6% อาจกระทบในส่วนน้อย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นไม่เต็มที่มีผลทำให้ค่าใช้จ่ายประชาชนลดลง โดยตอบว่ามีผลสัดส่วน 54.4% และส่วนที่ไม่มีผล สัดส่วน 45.6% และปัจจัยที่สอดคล้องกันด้านภาระหนี้สินมีผลกระทบการใช้จ่ายมาก สัดส่วน 55.6% และไม่มีผลสัดส่วน 44.4%

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับปี 2566 สิ่งที่กลุ่มตัวอย่างต้องการเป็นของขวัญจากรัฐ พบว่าอันดับ 1. การปฏิรูปภาครัฐ ปราบปรามการทุจริต รัฐบาลควรมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ 37.6% 2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการใช้จ่ายเงินภายในประเทศ อาทิ คนละครึ่ง 26.7%

3. ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 12.9% 4.เพิ่มการจ้างงานและค่าแรงให้กับประชาชน 7.9% 5.มาตรการในการช่วยลดหย่อนภาษี 6.9% 6.กระตุ้นและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว 3% 7.ส่งเสริมการลงทุนกับภาคเอกชน 3% 8. เงินอุดหนุนด้านการศึกษาบุตรให้เรียนฟรีจนถึงระดับ ปวส. 2%

โดยสิ่งที่อยากให้รัฐดำเนินการ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจดูแลการมีงานทำ/สร้างงานสร้างรายได้ สัดส่วน 34.6% อยากให้รัฐกระตุ้นภาวะการลงทุนภาคเอกชนโดยเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือลดหย่อนภาษีให้ภาคเอกชน กระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย ส่งเสริมอาชีพและจัดหางานให้กับผู้ว่างานให้มีรายได้เลี้ยงตนเอง 2.การแพร่ระบาดโควิด 28.7% ให้รัฐประกาศเตือนกับประชาชนให้ช่วยกันดูแลตัวเอง

3.ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาเกษตรกร 14.6% วางแผนการจัดการใช้น้ำกักเก็บน้ำไว้แก้ปัญหาภัยแล้ง ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร 4.แก้ปัญหายาเสพติด 11.6% วางแผนจับกุมที่เป็นเครือข่ายการค้ายาเสพติดเป็นระบบครอบคลุมทั่วประเทศ 5. ดูแลค่าของชีพให้เหมาะสม 10.5% ลดค่าของชีพดูแลต้นทุนการผลิตให้เหมาะสมและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

นอกจากนี้ ปัจจัยที่น่าเป็นห่วง พบว่าอันดับ 1.ยาเสพติด 8.23% 2.เศรษฐกิจ 8.18% 3.ค่าครองชีพ 8.16% 4.การตกงาน 8.03% 5.หนี้สินปัจจุบัน 8% 6.คอร์รัปชั่น 7.96% 7.การแพร่ระบาดโควิด 7.85% 8.การศึกษา 7.77% 9.การเมือง 7.65% 10.รายได้ 7.64% 11.ภัยธรรมชาติ 7.52 และ 12.ปัญหาเยาวชน 7.51%

ทั้งนี้ ประเมินผลการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆของรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา โดยรวมค่าเฉลี่ยที่ 6.2% ประกอบด้วย 1.การแพร่ระบาดโควิด 7.9% 2.แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 6% 3.แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ 5.9% 4.การเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ 5.7% 5.แก้ไขปัญหาสังคม 5.5% 6.แก้ปัญหาความยากจน 5.4 และ 7.แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 5.2%

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับค่าไฟฟ้าที่จะปรับสูงขึ้น เพื่อว่าเป็นผลกระทบต่อธุรกิจด้านต้นทุนการผลิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากเดิมเฉลี่ยค่าไฟฟ้าที่เคยใช้ปกติระดับ 3 บาทต่อหน่วย ปัจจุบันอาจถูกปรับเพิ่มที่ 5 บาทต่อหน่วย โดยรวมต้นทุนจากค่าไฟฟ้าส่งผฃให้ค้นทุนเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องไม่เด่นและฟื้นตามเศรษฐกิจไม่ได้จะมีภาวะต้นทุนสูงขึ้น พร้อมกับค่าแรงงานที่สูงขึ้นด้วยจะเป็นผลกระทบต่อสภาพคล่องธุรกิจและมีผลต่อภาวะต้นทุน

จึงเป็นความเสี่ยงธุรกิจอาจต้องทำ 2 ด้าน 1.ขึ้นราคาสินค้าจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 2.ธุรกิจอาจดำเนินการธุรกิจด้วยสภาพคลน้อยลง อาจส่งผลให้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น การดูแลราคาพลังงานยังเป็นสิ่งที่รัฐต้องประคองให้ได้ช่วงไตรมาส 1/2566 โดยรัฐต้องดูแลราคาพลังงานให้ธุรกิจปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานปรับตามกลไกตลาดก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าช่วงเศรษฐกิจยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อควรมีมาตรการดูแล เชื่อว่าจะมีทาฃออกที่ดีให้กับเรื่องนี้

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ