กม.-ภาษีแอลกอฮอล์ไทย…ย้อนแย้งพฤติกรรม สวนทางเศรษฐกิจ!!
ใกล้เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสำคัญ ที่คนเฉลิมฉลอง แถมอากาศยังเป็นใจที่เอื้อให้คนออกมาสังสรรค์ร่วมกัน และปฏิเสธไม่ได้ว่าแอลกอฮอล์ คือหนึ่งในเครื่องดื่มที่คนไทยนิยมใช้สังสรรค์ส่งท้ายปี แต่ไม่ใช่เพียงคนไทยเท่านั้น ยังเป็นเครื่องดื่มที่ บริโภคกันทั่วไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังแห่แหนเข้าไทยช่วงไฮซีซั่นนี้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบาย อ้าแขนต้อนรับเต็มที่ เพื่อหวังให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต สร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว กลับมาเฟื่องฟูตามเดิม
แต่ความหวังทั้งมุมนักดื่มและมุมนักธุรกิจอาจไม่ราบรื่นขนาดนั้น เพราะมาตรการรัฐในการกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น จำกัดวันและเวลาการจำหน่ายแอลกอฮอล์ เช่น การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ในวันพระใหญ่ และจำหน่ายได้ เพียงช่วงเวลา 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. เท่านั้น เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่เข้าใจและวิพากษ์วิจารณ์ว่า เวลาในการจำหน่ายไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับ การดื่มมากน้อยแค่ไหน หรือจะส่งผลต่อสุขภาพต่างกันอย่างมีนัยะสำคัญอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือ การส่งเสริมให้ผู้ดื่มมีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณในการดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ที่รับเข้าไป ตลอดจนกิจกรรมที่ทำหลังจากดื่ม ฯลฯ ความไม่เข้าใจต่อข้อกำหนดที่ไม่เมคเซ้นส์เหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของเวลาขายกับพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆนั้นสร้างความอึดอัดและกระอักกระอ่วนต่อผู้ให้บริการที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติมาตลอด

แม้เสียงสะท้อนจะมองว่านี่เป็นมาตรการที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล ดูขัดแย้งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และไม่เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันปัญหาต่างๆตามที่ได้กล่าวอ้าง แต่ดูเหมือนภาครัฐยังคงยึดถือใช้มาตรการ เหล่านี้ แม้ว่าจากการศึกษาจะพบว่าไม่สามารถทำให้รัฐบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น การลดการบริโภคแอลกอฮอล์ สกัดนักดื่มหน้าใหม่ ป้องกันผลกระทบทางสังคมที่อาจตามมา อาทิ อุบัติเหตุบนท้องถนนและความรุนแรงในครอบครัว
ในเมื่อมาตรการควบคุมการดื่มในปัจจุบันของภาครัฐ อาจไม่ใช่คำตอบ ก็ควรเร่งปรับแก้โดยด่วนหรือไม่ ที่น่าชมเชยว่าแก้ไขได้ตรงจุด น่าจะเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดที่นำระบบตัดคะแนนใบขับขี่มาใช้ ที่ลงโทษอย่างเข้มข้น ในกรณีเมาแล้วขับ ที่กำหนดทั้งโทษจำคุก ปรับ และอาจถึงพักใช้ใบขับขี่
ไม่เพียงมาตรการกำหนดเวลาดื่ม อีกเรื่องที่ได้เห็นประเด็นสอดคล้องและอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรศึกษานำมาปรับใช้คือ มาตรการภาษีที่สามารถช่วยให้แนวทางของการลดการบริโภคนั้นสอดคล้องไปในทิศทางที่พอมีความเป็นไปได้มากกว่าบางมาตรการที่ทำอยู่ โดยควรศึกษาแนวทาง ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือไม่ อย่างประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป อเมริกา รวมไปถึงประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ล้วนนำมาตรการทางภาษีมาใช้เพื่อลดการบริโภคแอลกอฮอล์ ลดโอกาสในการเข้าถึง เครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง ด้วยการเก็บภาษีที่สูงขึ้น ยิ่งปริมาณแอลกอฮอล์สูง ยิ่งเก็บภาษีสูง
แต่ภาษีแอลกฮอล์ของไทย กลับน่าฉงน เพราะจากข้อมูลการเก็บภาษีเครื่องดื่มของกรมสรรพสามิต พบว่าเครื่องดื่ม ซอฟต์ดริ้งค์จำพวกน้ำแร่และน้ำอัดลมที่ไม่มีแอลกอฮอล์กลับเสียภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 14% (ยังไม่นับรวมภาษีความหวานที่เก็บเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของน้ำตาล) สูงกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บางหมวดที่เสียภาษีเพียง 2-10% เสียอีก
มีคำถามตามมาว่า ทำไมจึงไม่ใช้แนวทางของประเทศพัฒนาแล้วที่เก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ เพราะน่าจะเป็นมาตรการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด นอกจากจะลดปัญหาด้านสุขภาพและปัญหาสังคมแล้ว ยังได้ภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มราคาเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงให้สอดคล้อง กับผลกระทบที่อาจจะก่อให้เกิด ลดการเข้าถึงของนักดื่ม ทั้งสายฮาร์ดคอร์และหน้าใหม่ที่ชอบอะไรที่ดื่มง่ายและเมาเร็ว
ทั้งมาตรการคุมเวลาจำหน่ายและอัตราภาษี น่าจะเป็น 2 สิ่งที่รัฐต้องกลับมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดรับกับบริบทสังคมไทยที่ควรจะก้าวไปสู่ระดับที่เป็นมาตรฐานสากล และยังเป็นเครื่องมือ ในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างที่ควรจะเป็น สอดคล้องไปกับแผนเรื่องบทลงโทษของกฎหมายการเมาแล้วขับที่จะช่วยทำให้สังคมไทยลดปัญหาจากอันตรายด้วยแอลกอฮอล์ได้ชัดเจนขึ้นตามป้าหมายขององค์กรอนามัยโลกด้วยเช่นกัน


