หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ไพบูลย์’ ย้ำ...

‘ไพบูลย์’ ย้ำเก็บภาษีหุ้นฉุดสภาพคล่องวูบ 50% นักลงทุน-บริษัทหนีระดมทุนประเทศอื่น

23.12.22 | 05:17 น.

‘ไพบูลย์’ ย้ำเก็บภาษีหุ้นฉุดสภาพคล่องวูบ 50% นักลงทุน-บริษัทหนีระดมทุนประเทศอื่น

งานสัมมนา FETCO Capital Market Outlook “ภาษีขายหุ้น….คุ้มหรือไม่?” จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) ณ หอประชุมสังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า การเก็บภาษีขายหุ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ระดมทุน แต่กระทบโดยตรงกับผู้ลงทุน หรือนักลงทุน ทำให้สภาพคล่องที่เกิดจากนักลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการเก็บภาษีดังกล่าวมีผลทำให้ต้นทุนในการเข้ามาลงทุนปรับสูงขึ้น แม้มีการเปรียบเทียบว่า ในหลายประเทศก็มีการเก็บภาษีเช่นกัน แต่ต้องกลับมาพิจารณาก่อนว่า การที่ตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องสูงสุดในอาเซียน 5-6 ปีซ้อนกัน จากเดิมที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก เป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับนักลงทุนในประเทศที่อาจไม่ได้ลงทุนเพิ่มขึ้นมากนักหากเทียบกับอดีต โดยการเก็บภาษีขายหุ้นนี้ อาจทำให้สภาพคล่องเกือบ 50% ของภาพรวมตลาดหายไปทั้งหมด เพราะอัตราภาษีที่จะเก็บอยู่ในระดับสูงกว่าค่าธรรมเนียมที่เก็บในปัจจุบัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่นักลงทุนจะยอมจ่ายภาษีสูงขนาดนั้น เพื่อเข้ามาสร้างสภาพคล่องให้ตลาดทุนไทย รวมถึงหากเทียบกับต่างประเทศที่มีการเก็บภาษีลักษณะนี้เหมือนกัน อาทิ ฮ่องกง ที่ยกมาเป็นตัวอย่างหลายครั้งนั้น ต้องบอกว่าเป็นเพราะฮ่องกง เป็นตลาดที่พัฒนาแล้ว แต่ไทยเป็นตลาดกำลังพัฒนาอยู่เท่านั้น มูลค่าตลาดของฮ่องกงคิดเป็นเกือบ 1,000% ของจีดีพี แต่ของไทยคิดเป็นเพียง 120% ของจีดีพีเท่านั้น

“ค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนต่างชาติจ่ายในปัจจุบันอยู่ที่ 0.03% ซึ่งการเก็บภาษีขายหุ้นกำหนดไว้ที่ 0.11% ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากว่า 3 เท่า แม้จะบอกว่าเก็บแค่ตอนขายออกเท่านั้น แต่ต้นทุนก็เพิ่มมากว่า 200% ทำให้การปรับขึ้นของต้นทุนขนาดนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการลงทุนเท่าเดิม โดยหากนักลงทุนต่างชาติหายไป เพราะมองว่าการลงทุนในหุ้นไทยไม่คุ้มค่าแล้ว เราอาจเห็นมูลค่าการซื้อขายที่เหลือเพียง 4-5 หมื่นล้านบาท ปรับลดลงครึ่งหนึ่ง 1-2 หมื่นล้านบาท อย่างเก่งก็ 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน วันธรรมดาอาจอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ทำให้หุ้นไทยถอยกลับไปอยู่จุดเดิมเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า บทบาทของตลาดหุ้นไทยที่มีไว้ เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้ภาพธุรกิจซึ่งในวันนี้เราถือว่าเราทำบทบาทนี้ได้ดีมากๆมีบริษัทขนาดใหญ่และขนาดการเข้ามาระดมทุนเข้ามาจำนวนมากการที่บริษัทสามารถเข้ามาระดมทุนผ่านตลาดทุนได้ถือเป็นการแบ่งเบาภาระของภาคการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ที่หากย้อนกลับไปในปี 1997 ธนาคารพาณิชย์ถือเป็นแหล่งระดมทุนหลักเพียงแห่งเดียวเพราะตลาดทุนมีขนาดเล็กมากในช่วงนั้นหอมเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เกิดขึ้นก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นที่จะต้องหยุดในการซ่อมแซมตัวเอง ประเทศชาติหยุดหมดเลยเพราะไม่มีแหล่งระดมทุนอีกโรงแรมนึงที่เค้ามาช่วยนะทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งระดมทุนให้ภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันเรากำลังมีตลาดทุนที่ทำหน้าที่ได้ดี มีเส้นเลือดเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาเสริมจากตลาดการเงินและสินเชื่อ ไม่ได้มีเพียงเส้นเดียวเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ทำให้เรามีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การที่ตลาดทุนไทยสามารถรองรับการเข้ามาระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่ระดับหลายหมื่นล้านบาทนั้น ทำได้เพราะเรามีสภาพคล่อง ที่มาจากฝั่งนักลงทุน นำเงินเข้ามาลงทุนเพื่อนำเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นไปใช้ในภาคธุรกิจต่อไป ซึ่งในปัจจุบันตลาดหุ้นไทยถือเป็นแหล่งระดมทุนในระดับภูมิภาคแล้ว มีสภาพคล่องสูงที่สุดในอาเซียน เป็นระยะเวลากว่า 5-6 ปีซ้อน รวมถึงมีความหลากหลายของนักลงทุนด้วย โดยข้อดีของตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูงคือ ไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดใหญ่เท่าใดก็ตาม หากต้องการเข้ามาระดมทุนก็สามารถเข้ามาได้ ตลาดทุนสามารถรองรับและให้ระดมทุนได้ตามเม็ดเงินที่ต้องการ แต่หากสภาพคล่องปรับลดลง หรือหดตัวลง เหมือนภาพในขณะนี้ที่มีความกังวลการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้จากเดิมมีการซื้อขายอยู่หลัก 1 แสนล้านบาทต่อวัน แต่ในตอนนี้เหลือเพียง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อวัน และปรับลดลงต่ำแตะระดับ 3 หมื่นล้านบาทด้วย รวมถึงการระดมทุนผ่านหุ้นไอพีโอก็ซบเซาลง เพราะทำได้ยากขึ้น จึงมีความชัดเจนมากว่า หากช่วงใดที่ตลาดมีสภาพไม่ดี การระดมทุนก็จะหันไปใช้ช่องทางอื่นแทน ทำให้ขนาดของตลาดหุ้นไทยทยอยลดลงต่อเนื่อง

Advertisement

“การลงทุนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ทำให้นักลงทุนไทยสามารถไปลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น หากมีความน่าสนใจมากกว่า รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ก็จะเปลี่ยนไประดมทุนในประเทศอื่นที่มีสภาพคล่องสูงๆ แทน เพราะสามารถรองรับเม็ดเงินที่ต้องการได้ การเก็บภาษีขายหุ้นจึงมีผลกระทบทางอ้อม และเราเห็นชัดเจนแล้วว่า สภาพคล่องจะหายไปแน่นอน จากการหารือกันแบบตัวต่อตัวกับนักลงทุนต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่บอกว่าคงไม่อยู่กับตลาดหุ้นไทย หากมีการเก็บภาษีขายหุ้น ซึ่งเมื่อสภาพคล่องหดตัวลงแล้ว การสร้างกลับคืนมาถือว่ายากมาก” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า บริษัทที่จะเข้ามาในตลาดหุ้นจะมีความโปร่งใสสูง เพราะการประกาศผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ราคาหุ้นขึ้น ประโยชน์จริงๆ จะเกิดขึ้นกับรัฐบาล เพราะกำไรมากก็จ่ายภาษีสูง โดยในปี 2564 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย 800 ราย จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลเข้ารัฐกว่า 2 แสนล้านบาท จากจำนวน 7 แสนล้านบาทที่รัฐบาลเก็บภาษีเป็นรายได้รวม อาทิ โรงพยาบาลขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย เมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา มีรายได้ 1,000 ล้านบาท จ่ายภาษีที่ 40 ล้านบาทเท่านั้น แต่ช่วงปี 2562 จ่ายภาษีเพิ่มขึ้น 4,000 ล้านบาท สร้างรายได้เกือบ 1 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการพยายามประกอบธุรกิจที่สามารถระดมทุนเพื่อเพิ่มขนาดของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาลมองให้กว้างกว่านี้ ไม่ใช่มองแค่มุมเล็กๆ ในแง่รายได้จากภาษีเพียงหลักหมื่นล้านบาท ที่จะปรับลดลงต่อเนื่องด้วย