สกู๊ปหน้า 1 : เปิดแผนคลาวด์ปี 66 รัฐปลดภาระได้ 800 ล้าน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มีโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือจีดีซีซี ที่มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึงเพื่อให้มีระบบกลางในการให้บริการคลาวด์เซอร์วิส สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีมาตรฐานและปลอดภัย รวมรองรับการใช้งานการวิเคราะห์ และใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) พัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีความพร้อมด้านทักษะดิจิทัล สู่การปรับเปลี่ยนภาครัฐ เป็นรัฐบาลดิจิทัล
นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ระบุว่า โครงการจีดีซีซี ภายใต้การบริหารงานของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ภายใต้กรอบงบประมาณ 2,000 ล้านบาท สามารถลดภาระงบประมาณของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลลงประมาณ 854.0602 ล้านบาทต่อปีหรือคิดเป็น 54.56% จากงบประมาณ 1,106.1775 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ส่วนที่เหลือได้รับการอนุมัติจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานจัดหาระบบคลาวด์จากท้องตลาดเอง และยังช่วยส่งเสริมระบบสารสนเทศของประเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
ปัจจุบัน ภาครัฐได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผล ขึ้นมาไว้บนบริการคลาวด์ภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐ มีการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ประมาณ 86.35% ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล (ดาต้าอนาไลติค) 13.32% และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) 4.61% ซึ่งจีดีซีซี ได้ให้บริการหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว 224 กรม 934 หน่วยงาน 3,201 ระบบงาน 36,778 VM จากยอดขอใช้บริการสะสม 45,592 VM จากเป้าหมายการให้บริการที่ตั้งไว้ 25,000 VM
โดยเน้นให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจด้านการบริการประชาชน ภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งมีการจัดทำข้อมูลเปิดเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐสามารถต่อยอดการใช้ประโยชน์จากคลาวด์ ในการเพิ่มศักยภาพด้านดาต้าอนาไลติค เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) อย่างสูงสุดผ่านบริการ จีดีซีซี มาร์เก็ตเพลส ได้
หน่วยงานที่มีการใช้งานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข 24.10% สำนักนายกรัฐมนตรี 12.97% กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 12.84% กระทรวงดีอีเอส 10.26% และกระทรวงแรงงาน 4.64%
มีระบบงานที่ใช้บริการจีดีซีซีที่สำคัญ 1.ระบบ National Digital Health Platform 2.ระบบงานของสถาบันวัคซีน 3.ระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ Smart Bus Terminal 4.แอพพลิเคชั่น หมอพร้อม 5.ระบบบริหารงานของผู้บังคับบัญชาและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สายตรวจ (POLICE 4.0) 6.ระบบไทยเซฟไทย ของกรมอนามัย ไทยประเมินเซฟไทย ครัวไทยปลอดภัย ที่ทำงานไร้โควิด 7.เว็บไซต์ Entry Thailand ลงทะเบียนนักท่องเที่ยว และแอพพลิเคชั่น Thailand Plus สำหรับนักท่องเที่ยว
8.Dashboard ให้บริการวัคซีนโควิด-19 ของหมอพร้อม 9.YFHS Application การประเมินรับรองโรงพยาบาลตามมาตรฐาน YFHS 10.ระบบการพัฒนา Data catalog และการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ 11.ระบบงาน SKYNET การยื่นขออนุญาตอาหาร งานโฆษณา หนังสือรับรอง 12.ระบบการสำรวจวัฒนธรรมความปลอดภัยของโรงพยาบาลออนไลน์ 13.ระบบกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และ 14.ระบบสารสนเทศทรัพยากรบุคคล (DPIS 6.0) เป็นต้น
ส่วนการอบรมบุคลากร (Training & Certification) ได้มีดำเนินการไปแล้ว 2,571 คน แบ่งออกเป็น ระดับพื้นฐาน 1,294 คน ระดับสูง 551 คน และระดับผู้เชี่ยวชาญ 762 คน ผู้ที่เข้ารับการอบรมและผ่านการประเมินผลจะได้รับใบประกาศนียบัตรจากโครงการจีดีซีซีอีกด้วย
สำหรับบริการ จีดีซีซี มาร์เก็ตเพลส เพื่อเป็นการบริการเพิ่มเติม นอกเหนือจากบริการเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (VM) ปัจจุบันมีบริการ ดังนี้ 1.บริการ Security Service 2.บริการ Performance Service 3.บริการ Data Catalog Platform 4.บริการ Database as a Service 5.บริการ Data Analytic Platform (Data Analytic Tools) 6.บริการ IOT Platform 7.บริการ AI Platform 8.บริการ Big Data Platform 9.บริการ Cloud Storage 10.บริการแปลงภาพอักษรเป็นข้อความ OCR (Optical Character Recognition) และ 11.บริการ Container
ภายในปี 2566 มีเป้าหมายที่จะยกระดับการให้บริการจีดีซีซี จากบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure as a Service IaaS) ที่บริการเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเสมือน (Virtual Machine) ไปสู่การแบบบริการด้านแพลตฟอร์ม (Platform as a Service : PaaS) และบริการด้านซอฟต์แวร์ (Software as a Service : SaaS) ที่มีความหลากหลายของบริการยิ่งขึ้น ผ่านจีดีซีซี มาร์เก็ตเพลส หน่วยงานสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์มได้สะดวกและง่ายขึ้น มุ่งไปสู่การให้บริการของภาครัฐแบบเปิด ก่อให้เกิดบริการสาธารณะอย่างก้าวหน้าต่อไป นายภุชพงค์ระบุ
อย่างไรก็ตาม ระบบคลาวด์กลางภาครัฐเป็นก้าวต่อไปของรัฐบาลดิจิทัลที่จะครอบคลุมไปถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการอำนวยความสะดวกบริการในสาขาต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ผ่านคลาวด์กลางอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สดช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ได้จัดการประชุมกลุ่มย่อย (โฟกัสกรุ๊ป) ภายใต้โครงการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G
ซึ่งที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G เพื่อสนับสนุนให้เกิดการผลักดันและเกิดการใช้มาตรการ ส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
โดยประเทศไทยจะมีระบบนิเวศที่เตรียมพร้อมต่อการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ผ่านการดำเนินงานตามมาตรการส่งเสริมการลงทุน และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ส่งผลให้เกิดการลงทุนจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
สดช.ตระหนักถึงการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเต็มประสิทธิภาพ จึงได้ดำเนินโครงการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G เพื่อเป็นการต่อยอดการจัดทำมาตรการและผลักดันภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสู่การปฏิบัติจริงที่ก่อให้เกิดการลงทุนและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G รวมถึงสร้างระบบนิเวศด้านการลงทุนให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

