“เอกชน” จวกรัฐตรึงค่าไฟบ้าน โบ้ยภาระธุรกิจ อุตสาหกรรม จับตาสินค้าปรับราคาข้ามปี
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า การขึ้นค่าไฟในรอบเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมนั้น รัฐควรจะชะลอออกไปก่อน ไม่ควรผลักภาระค่าไฟของภาคครัวเรือนที่ตรึงไว้มาให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบแทน เนื่องจากจะทำให้เกิดผลกระทบตามมา ราคาสินค้าและการบริการจะปรับขึ้นตาม รวมถึงค่าครองชีพก็จะถีบตัวสูงขึ้น หากเอกชนรับไม่ไหวจะเกิดการลดคน ลดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะการลงทุนใหม่ไม่เกิด ซึ่งรัฐควรหาวิธีการแก้ปัญหาในภาพรวม ไม่ใช่ออกมาตรการแบบผลักภาระในลักษณะแบบนี้ ซึ่งในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากธุรกิจอื่นเพราะบ้านจะราคาแพงขึ้น จากปีนี้ที่ปรับขึ้นมากกว่า 10% จะทำให้คนซื้อบ้านได้ยากมากขึ้นอีกในปีหน้า
“สภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวแบบนี้ รัฐควรจะชะลอออกไปก่อน เพราะค่าไฟบ้านเราต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามที่จะถูกกว่าเรามาก แต่ของเราทั้งค่าแรง ค่าไฟ ค่าครองชีพก็แพง ถ้าบริหารไม่ดี อาจจะไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน” นายอธิปกล่าว
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งและค้าปลีกไทย กล่าวว่า มีสินค้าหลายรายการแจ้งจะทยอยปรับราคาขึ้นไปถึงในปีหน้า เช่น กาแฟกระป๋องเป็นราคา 17 บาทต่อกระป๋อง นมยูเอชทีและนมแลคตาซอย ขึ้น 2 บาทต่อกล่อง เบียร์ขึ้น 18-20 บาทต่อลัง (จำนวน 12 ขวด) หรือปรับขึ้นไม่เกิน 2 บาทต่อขวด เป็นต้น
โดยการขึ้นราคาสินค้าในปัจจุบันก็เพื่อให้มีกำไรมากขึ้น แม้จะขายได้ในปริมาณที่น้อยลง เพื่อลดภาระต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ จะต่างจากเมื่อก่อนที่เน้นขายในปริมาณมากๆ ไม่เน้นมีกำไรมาก
“สถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยจะซบเซาไปถึงปีหน้า เพราะคนมีรายได้น้อยลง ขณะที่มาตรการรัฐที่ออกมา ไม่ได้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อรากหญ้า โดยเฉพาะช้อปดีมีคืนจะกระตุ้นคนมีเงินที่เขาก็ช้อปกันอยู่แล้ว ไม่เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากนัก” นายสมชายกล่าว

