ครม.เห็นชอบ คงกรอบเงินเฟ้อปี 66 ที่ 1-3% แผนการคลังระยะกลาง ปี 67-70 ตั้งเป้าขาดดุลต่ำกว่า 3% ต่อจีดีพี
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-3% เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินด้านเสถียรภาพราคาสำหรับระยะปานกลาง และเป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับปี 2566
นายอาคม กล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าว มีความเหมาะสม เนื่องจาก 1.การคงเป้าหมายเป็นการแสดงถึงความตั้งใจที่จะรักษาเสถียรภาพราคา 2.ในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง การปรับเป้าหมายนโยบายอาจสร้างความสับสนต่อสาธารณชน และ 3.การกำหนดเป้าหมายแบบช่วงที่มีความกว้าง 2% มีความยืดหยุ่นเพียงพอรองรับความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระยะปานกลาง
นายอาคม กล่าวอีกว่า โดย กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 และมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายนโยบายการเงินในปี 2566 อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ ภายนอกประเทศ การส่งผ่านต้นทุนที่อาจเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น กนง. จะติดตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด
นายอาคม กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2567 – 2570) เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทสำหรับการวางแผนการดำเนินการทางการเงินการคลังและงบประมาณของรัฐ รวมทั้งแผนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ตามความที่กำหนดใน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่ให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐมีหน้าที่จัดทำแผนการคลังระยะปานกลางให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี และให้เสนอคณะรัฐมนตรี
นายอาคม กล่าวว่า สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางปี 2567-2570 ได้กำหนดเป้าหมายการคลังเป็นการมุ่งเน้นการปรับลดขนาดการขาดดุลเพื่อมุ่งสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยปรับลดขนาดการขาดดุลให้เหลือไม่เกิน 3.0% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไป หลังจากที่ผ่านมา ขาดดุลสูง อาทิ ปีงบ 2566 มีการขาดดุลการคลังถึง 3.7%

นายอาคม กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ได้ประมาณการว่า รายได้สุทธิปี 2567 อยู่ที่ 2.75 ล้านล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 10.7% จากปี 2566 ส่วนงบประมาณรายจ่ายปี 2567 อยู่ที่ 3.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2%จากปี 2566 ส่งผลให้ขาดดุลการคลัง 593,000 ล้านบาท หรือ ขาดดุล 3% ของจีดีพีเป็นไปตามกรอบ ซึ่งหลังจากนี้ทางสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
นายอาคม กล่าวว่า ส่วนกรอบงบรายได้รายจ่ายในปีงบ 2568 รายได้สุทธิ 2.86 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% รายจ่าย 3.45 ล้านล้านบาท เพิ่ม 3.2% ขาดดุล 5.9 แสนล้านบาท หรือ ขาดดุล 2.84% ของจีดีพี ปีงบ 2569 รายได้สุทธิ 2.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% รายจ่าย 3.56 ล้านล้านบาท เพิ่ม 3.2% ขาดดุล 6.15 แสนล้านบาท หรือขาดดุล 2.81% ของจีดีพี และปีงบ 2570 รายได้สุทธิ 3.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% รายจ่าย 3.68 ล้านล้านบาท เพิ่ม 3.2% ขาดดุล 6.41 แสนล้านบาท หรือขาดดุล 2.79% ของจีดีพี
นายอาคม กล่าวอีกว่า รวมทั้งตัวเลขจีดีพี 4 ปีข้างหน้าคาดว่าจะโตได้ต่อเนื่องโดยปี 2567 โต 3.8% ปี 2568 โต 3.4% ซึ่งถือเป็นปีแรกที่ไทยมีมูลค่าจีดีพีเกิน 20 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2569 จีดีพีโต 3.4% และปี 2570 โต 3.3%

