ธุรกิจดริงก์ เร่งรัฐปลดล็อก ‘ห้ามขายบ่าย-ปิดตี 4’ รับโอกาสคนจีนออกเที่ยวตรุษจีน
นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า จากการที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) ประกาศยกเลิกมาตรการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 มาใช้วิธีตรวจ PCR ที่เป็นลบภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นแผนการเปิดประเทศของจีนที่มีนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่ได้เปิดให้คนจีนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยว ถือเป็นการเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป
“คาดหวังว่าจีนจะเปิดให้คนจีนเดินทางออกนอกประเทศได้ในไม่ช้า อาจจะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงและเพื่อเป็นการลดความกดดันจากประชาชนชาวจีนที่กำลังเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ และจากข้อมูลที่ได้จากการท่องเที่ยวพบว่า หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ยอดนิยมที่สุดของคนจีน คือ ประเทศไทย” นายธนากรกล่าว
นายธนากรกล่าวว่า เพื่อเป็นการวางแผนรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่คาดว่าจะมีการเปิดประเทศให้เดินทางออกนอกประเทศ ในส่วนของภาคเอกชนและธุรกิจ จึงขอให้รัฐบาลได้มีการพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับการสนับสนุนและฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวนี้ เพราะจะมีส่วนช่วยขยายและการเติบโตภาคเศรษฐกิจในหลายมิติธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งค้าปลีก ของฝากของที่ระลึก เกษตรอุตสาหกรรมที่คอยซัพพลายวัตถุดิบให้กับธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม การบริการด้านที่พัก โรงแรม ขนส่งสาธารณะ ผับบาร์ สถานบันเทิง นักแสดงนักดนตรี สปา อาบอบนวด ทั้งนวดฝ่าเท้า เป็นต้น
นายธนากรกล่าวต่อว่า ขณะนี้พรรคการเมืองในฝ่ายรัฐบาลที่กำกับดูแลบางกระทรวง เช่น สาธารณสุข คมนาคม และการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับกับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะมาท่องเที่ยวประเทศไทย ทางภาคเอกชนและธุรกิจ ขอให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนและรับมือกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวจีนที่กำลังจะกลับมาหลังจากนี้ด้วย โดยขอให้ทำการพิจารณาเกี่ยวกับข้อเสนอจากภาคธุรกิจต่างๆ ที่ได้เรียกร้องไว้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 อย่างละเอียดอีกครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายเวลาสถานบันเทิงในบางพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง 9 จังหวัด และยกเลิกการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาบ่ายสองโมงถึงห้าโมงเย็น ภายใต้ 2 เงื่อนไขที่สำคัญ คือ 1.มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการขายให้กับบุคคลอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (ป้องกันเด็กและเยาวชน) และใช้มาตรการป้องกันเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน (เมาแล้วขับ) และขอให้ลงโทษบทหนักกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง 2.เมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวแล้ว ก็ขอให้มีการติดตามและประเมินผลจากการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว หากไม่คุ้มค่ากับทางเศรษฐกิจ สังคมและสาธารณสุขแล้ว ก็ให้นำมาตรการเดิมมาใช้บังคับดังเดิมต่อไป ท้ายที่สุดนี้ ก็ขอกล่าวว่า เราเสนอด้วยเหตุและผล ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศเพื่อความยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ และทางการแพทย์ก็ได้สรุปแล้วว่าโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (โรคติดต่อไม่ร้ายแรง) ซึ่งสัญญาณที่ดีกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศไทยก็มีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องต่างๆ มีการจับจ่ายใช้สอย การจ้างงานขยายตัวขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพร้อมต่างๆ ในการเตรียมตัวเกี่ยวกับการรับมือนักท่องเที่ยวยังมีอุปสรรคอีกมากมาย ทั้งการขาดแคลนแรงงานที่เกี่ยวข้องธุรกิจบริการ ปัญหาต้นทุนของวัตถุดิบและค่าพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงอุปสรรคจากกฎหมายที่ไม่จำเป็น ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน
ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือ ปี 2562 เรารุ่งเรืองกับภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเกือบ 40 ล้านคน โดย 1 ใน 4 เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน คือประมาณ 11 ล้านคน แต่หลังปี 2562 ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราสูญเสียนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งถือเป็นรายได้หลักของการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากนโยบายการปิดประเทศของจีน ด้วยการที่ใช้มาตรการคุมเข้ม หรือ Zero COVID มานานเกือบ 3 ปีเต็ม แต่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565
“และเมื่อจีนทยอยปลดล็อก การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยจะเร็วว่าคาดไว้เดิม ดังนั้น ช่วงนี้อยากให้รัฐบาลเร่งปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ตามที่เครือข่ายเอกชนภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวเสนอไว้” นายธนากรกล่าว

