ปี’65 ยุคข้าวยากหมากแพง คนไทยระทม!!

30.12.22 | 10:59 น.
ปี’65ยุคข้าวยากหมากแพง คนไทยระทม!!

ปี’65 ยุคข้าวยากหมากแพง คนไทยระทม!!

ปี 2565 ใครจะไปคาดคิดว่านอกจากโรคระบาดโควิด-19 ที่หนักหนาสาหัสลากยาวถึง 3 ปีแล้ว ทั่วโลกยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากไฟสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เริ่มปะทุตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนกระทบราคาพลังงานแพงลิบลิ่ว ไม่พอยังส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหาร สินค้าทุนต่างๆ จนทั่วทั้งโลกต่างระส่ำ
ตั้งรับแทบไม่ทัน รวมทั้งประเทศไทย

  • ราคาพลังงานพุ่ง ทั้งน้ำมัน-ค่าไฟ

กระทบคนไทยทั้งประเทศหนักๆ หนีไม่พ้นราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ สูงสุดในรอบ 7 ปี จนประชาชนโอดครวญ โดยเฉพาะพลังจากโซเชียลที่จัดหนักกระทรวงพลังงานในทุกช่องทาง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มม็อบรถบรรทุกที่เดินหน้ากดดันรัฐบาล จัดม็อบทั้งกระทรวงพลังงานและทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 35 บาทต่อลิตร

ผลกระทบจริงบวกเสียงเรียกร้องจากผู้ได้รับผลกระทบที่ต่อเนื่องไปยังต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนราคาสินค้า กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จึงเดินหน้าอุ้มราคาน้ำมันดีเซล จนปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯหลังแอ่นติดลบทะลุ 1 แสนล้านบาทติดดอยยาว จนกระทรวงพลังงานต้องขอขยายเพดานเงินกู้ ออก พ.ร.ก.กู้เงินอุ้มกองทุนน้ำมันฯ รองรับ

นอกจากปัญหาน้ำมันแพง อีกผลกระทบคือราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่พุ่งกระฉูดหลายเท่าตัว ทะลุ 50 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านผู้ผลิตในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเอราวัณที่ไม่สามารถฟื้นกำลังการผลิตได้ตามแผน ได้กดดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยพุ่งสูงขึ้น

โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เริ่มเห็นสัญญาณและทยอยปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) 3 งวดติดต่อกัน นับจากงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2565 เริ่มขึ้น 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ตามด้วยงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2565 ขึ้นอีก 24.77 สตางค์ต่อหน่วย งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ขึ้นอีก 93.43 สตางค์ต่อหน่วย จนทำให้มีอัตราค่าไฟฟ้า 4.72 บาท และล่าสุดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 แม้จะตรึงภาคครัวเรือน แต่ได้ตัดสินใจเพิ่มในกลุ่มภาคอื่นที่ไม่ใช่ครัวเรือน เพราะต้นทุนแพงอั้นไม่ไหวจริง

Advertisement

คาถาประหยัดๆ น่าจะดีสุด แต่ถ้าโครงการค่าไฟถูกสังคายนาด้วยจะเป็นธรรมกับคนไทยทุกคนแน่นอน

  • 5บิ๊กบะหมี่คอลเอาต์ขึ้นราคารอบ 14 ปี

เมื่อราคาพลังงานแพง วัตถุดิบแพง สินค้าย่อมขึ้นเป็นธรรมดา วันประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น โดย 5 บิ๊กแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ “มาม่า ซื่อสัตย์ ไวไว ยำยำ นิสชิน” รวมตัวกันในรอบ 50 ปี ออกมาคอลเอาต์ขอกรมการค้าภายในขึ้นราคาบะหมี่อีก 2 บาทต่อซอง จาก 6 บาท เป็น 8 บาท ในรอบ 14 ปี นับจากปี 2551 หลังเจอวิกฤตต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและราคาพลังงานขาขึ้น ลามเป็นไฟลามทุ่ง ซึ่งทุกแบรนด์ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ไหวแล้ว” หลังรายได้บางเดือนติดตัวแดงและขาดทุนเป็นประวัติการณ์

ทั้ง 5 แบรนด์แจกแจงภาระต้นทุนที่แบกรับมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ทั้งแป้งสาลีจาก 250 บาทต่อถุง เป็นกว่า 500 บาทต่อถุง น้ำมันปาล์มขึ้นอีก 3 เท่าตัว เฉพาะวัตถุดิบ 2 ตัว หากผันเป็นราคาต่อซองแล้วขึ้นมากว่า 1 บาท ยังไม่นับรวมวัตถุดิบเกษตร เช่น พริก หอม กระเทียม ที่ขยับขึ้นมา 35% และแพคเกจจิ้งอีก 12-15% จากเดิมเคยยื่นขอปรับราคา 1 บาทต่อซอง จึงเปลี่ยนใจขอขึ้น 2 บาทต่อซอง

สุดท้ายกรมการค้าภายในใช้สูตร “คนละครึ่ง” ให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตอยู่ได้ยอมกดปุ่มไฟเขียวให้ขึ้นราคา 1 บาทต่อซอง จาก 6 บาท เป็น 7 บาท แต่ก็ยังเป็นราคาที่ 5 บิ๊กบะหมี่บอกว่า “ยังไม่มีกำไร” เพราะต้นทุนแซงหน้าราคานี้ไปนานแล้ว

หลังปิดจ๊อบจบ มีเสียงสะท้อนกลับ “ขนาดมาม่า (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ยังขึ้นราคา” สรุปเศรษฐกิจไทยดีหรือไม่ดี?

  • คนไทยเผชิญเงินเฟ้อสูงสุดรอบ 13 ปี

ปัจจัยหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับข้าวของแพง และประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพสูงขึ้นแค่ไหน อยู่กับดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเราๆ เรียกกันว่า อัตราเงินเฟ้อ

พบว่าตลอดปี 2565 มีหลายเดือนที่ทำสถิติสูงสุด เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา ที่น่าตกใจมากของปีนี้ เริ่มจากเดือนมิถุนายน 2565 อัตราเงินเฟ้อสูงถึง บวก 7.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี

โดยสาเหตุหลัก ที่กระทรวงพาณิชย์อ้างอิง คือ ราคาพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซ ส่งผลต่อค่าไฟ ค่าขนส่ง) และราคาอาหารสด อาหารปรุงสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคดาหน้าทยอยปรับราคา 5-10%

แม้รัฐจะพยายามกล่อมผู้ผลิตผู้จำหน่าย “ตรึงราคา” แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเมิน โดยเลี่ยงไปออกสินค้าใหม่ หรือปรับหีบห่อ ให้เหมือนว่าออกสินค้าใหม่ กำหนดราคาใหม่

พอเข้าไตรมาส 4 ของปี 2565 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปแม้จะยังสูงบวกเกิน 5% โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการเดือนพฤศจิกายน 2565 เงินเฟ้อสูงขึ้น 5.55% ก็ใจชื้นขึ้นบ้าง

เพราะเป็นการสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 โดยเงินเฟ้อเฉลี่ย 11 เดือน ปี 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 6.10% และเงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 2.44%

หากเทียบกับอัตราการขยายตัวของจีดีพีประเทศ ที่ภาครัฐเองประเมินไว้ว่าจะขยายตัว 3% เศษ ก็เท่ากับว่าราคาของกินของใช้ เกินหน้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึงเท่าตัว

  • รัฐสูญภาษีดีเซล 1.18 แสนล้าน

ผลจากราคาน้ำมันโลกแพง โดยเฉพาะดีเซลที่ต้องดูแลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้คนไทยเจ็บหนักไปกว่านี้ รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยเหลือรวมพลังทั้งกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง

กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต จึงตัดสินใจเฉือนรายได้สำคัญอย่างภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 1 ปี โดยลดลงช่วงละประมาณ 3-5 บาท จากปกติ 5.99 บาทต่อลิตร ทำให้กระทรวงการคลังสูญเสียรายได้ จากการลดภาษี 5 ครั้ง

ครั้งแรกช่วงวันที่ 18 กุมภาพันธ์-20 พฤษภาคม 2565 ลดภาษีลิตร 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รัฐสูญรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท, ครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม-20 กรกฎาคม 2565 เป็นเวลา 3 เดือน ครั้งนี้ลดภาษีดีเซล ลงลิตรละ 5 บาท รัฐสูญรายได้ 3 หมื่นล้านบาท, ครั้งที่ 3 ช่วงวันที่ 21 กรกฎาคม-20 กันยายน 2565 เป็นเวลา 2 เดือน ลดภาษีลิตรละ 5 บาท รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท, ครั้งที่ 4 ช่วงวันที่ 21 กันยายน-20 พฤศจิกายน 2565 เป็นเวลา 2 เดือน ลดภาษีลิตรละ 5 บาท รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท และครั้งที่ 5 ช่วง วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565-20 มกราคม 2566 เป็นเวลา 2 เดือน ลดภาษีลิตรละ 5 บาท รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท รวมมาตรการลดภาษีดีเซลเพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน 1.18 แสนล้านบาท

เหล่านี้ทำให้ปีงบประมาณ 2565 กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง 9.35 หมื่นล้านบาท หรือต่ำกว่า 15.7% แลกกับการดูแลคนไทย ขณะที่กระทรวงการคลังต้องเร่งหาภาษีส่วนอื่นมาทดแทน!!