อลเวงบิ๊กดีลร้อน…ปีเสือดุ!!

31.12.22 | 09:41 น.

อลเวงบิ๊กดีลร้อน…ปีเสือดุ!!

ปีเสือดุ!! ข่าวดีลยักษ์ดังร้อน เกิดขึ้นตลอดปี 2565 จากขุมทรัพย์ของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่พร้อมต่อยอด รุกธุรกิจอนาคตของโลก ทั้งธุรกิจด้านโทรคมนาคม ธุรกิจการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานที่หลายโครงการกว่าจะจบลงต้องฝ่าดราม่าสารพัดรูปแบบ เล่นเอาเหนื่อยใจ เหนื่อยกายกันเลยทีเดียว และก็มีอีกหลายโครงการที่เริ่มดีแต่สุดท้ายเหลว จบไม่ลงซะงั้น

ปาดเหงื่อมหากาพย์ปิดดีลทรู-ดีแทค

เริ่มจาก “บิ๊กดีล” ที่สร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอดปี 2565 สำหรับกรณีควบรวมธุรกิจสายโทรคมนาคมระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เป็นที่จับตาของสังคมตั้งแต่ประกาศเดินหน้าควบรวมธุรกิจ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 กว่าจะมีความชัดเจนก็ใช้เวลายืดเยื้อร่วม 11 เดือน

ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากแวดวงนักวิชาการ ผู้บริโภค รวมถึงคู่แข่งอย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่กังวลตลาดผูกขาด การแข่งขันลดลง ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค แม้ผู้ขอควบรวมพยายามชี้แจงว่าดีลนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการก็ตาม

Advertisement

ทุกฝ่ายต่างพุ่งเป้าไปที่ผู้กุมบังเหียนอย่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ที่เลื่อนพิจารณาบ่อยครั้งอ้างเหตุข้อมูลไม่ครบ จนบริษัทผู้ขอควบรวมชี้ทางว่า กสทช.ไม่มีอำนาจอนุมัติควบรวม แต่มีอำนาจออกเงื่อนไขให้สองบริษัทปฏิบัติตาม

เพื่อความกระจ่าง บอร์ด กสทช.ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอให้ตีความอำนาจของ กสทช. ได้รับคำวินิจฉัยว่า ไม่อาจให้ความเห็น เพราะการใช้ดุลพินิจ การกำหนดมาตรการหรือเงื่อนไข เป็นหน้าที่และอำนาจของ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ

สุดท้ายบทสรุปเป็นไปตาม วันที่ 20 ตุลาคม 2565 บอร์ด กสทช.ประชุมวาระพิเศษร่วม 11 ชั่วโมง มีมติไม่เอกฉันท์ 3:2 เสียง “รับทราบการควบรวมธุรกิจ” ภายใต้เงื่อนไขและมาตรการเฉพาะ เพื่อลดผลกระทบผู้บริโภค การแข่งขัน และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่กำหนดโดย กสทช.

มติที่ออกมามีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจประชาชน ล่าสุดเกิดการยื่นฟ้อง กสทช.ต้องติดตามต่อไป

เอไอเอส-เอสซีบี เริ่มดีลฮือฮาสรุปล่ม

ตามมาติดๆ กับการปิดฉากดีลธุรกิจระหว่างบริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีบีเอ็กซ์ ของกลุ่มไทยพาณิชย์ กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ร่วมกันจัดตั้งบริษัท เอไอเอสซีบี จำกัด (เอไอเอสซีบี) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท เพื่อให้บริการสินเชื่อผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Lending)

กระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 เกิดเซอร์ไพรส์ใหญ่ โดยเอไอเอสแจ้ง ตลท.ว่าบริษัทจะจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดใน เอไอเอสซีบี ให้แก่ เอสซีบีเอ็กซ์ โดยจะทำงานร่วมกันในรูปแบบอื่น

ขณะที่ เอสซีบีเอ็กซ์ แจ้ง ตลท.ระบุว่า เอไอเอสซีบีจะเข้ามาดำเนินธุรกิจภายใต้ เอสซีบีเอ็กซ์ โดยจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ และการให้บริการทางการเงิน และยังคงพร้อมร่วมมือกับเอไอเอสในด้านอื่นต่อไป

ด้วยโครงสร้างบริษัทเอไอเอสที่เปลี่ยนแปลง จากเดิมบริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถูกแทนที่ด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือกัลฟ์ และได้เปลี่ยนคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ รวมถึงทบทวนการร่วมทุนช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้แผนงาน เอไอเอสซีบี ไม่คืบหน้าจนนำมาสู่การยุติในที่สุด

ปมบิทคับกดดันแยกทางเอสซีบีเอส

อีกดีลยักษ์ที่ล้มไม่เป็นท่า เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกิดขึ้นระหว่าง บิทคับและเอสซีบี โดย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (เอสซีบีเอส) ซึ่งบิทคับมีประเด็นคงค้างที่ต้องดำเนินการหาข้อสรุปตามคำแนะนำและสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถือเป็นความไม่แน่นอนในเรื่องระยะเวลาในการหาข้อสรุปดังกล่าว

ทั้งคู่จึงตกลงร่วมกันยกเลิกธุรกรรมการซื้อขายหุ้น จากกรณีดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าน่าจะกระทบสถานะการเป็นสตาร์ตอัพ ยูนิคอร์น ของบิทคับ

3ยักษ์ธุรกิจซุ่มตั้งแบงก์ไร้สาขา

รวมทั้งดีลยักษ์ที่ต้องจับตา คือความร่วมมือของ 3 ธุรกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นการเข้ามาขยายฐานธุรกิจการเงินอย่างเต็มตัว

ทั้ง 3 บริษัทได้ซุ่มลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกัน เพื่อศึกษาแผนการร่วมลงทุนเป็นผู้ให้บริการ เวอร์ชวลแบงก์ โดยเป็นการผสานจุดแข็งเทคโนโลยี-ฐานลูกค้ากว่า 50 ล้านคน พร้อมลุยเปิดบริการ “ธนาคารไร้สาขา” เพื่อลดต้นทุนบริการ ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลยื่นขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี 2566

สีส้มได้ผู้ชนะแต่ลงนามไม่ได้

ข้ามไปที่ดีลโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางของประชาชน มีอีกหนึ่งมหากาพย์ที่ยังหาทางลงไม่เจอ แม้จะได้ผู้ชนะการประมูลไปแล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2565 สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ผู้ชนะคือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม

แต่ปัจจุบันไม่สามารถลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการได้ เนื่องจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เคลียร์ปัญหาเรื่องการฟ้องร้องไม่แล้วเสร็จ

และปัจจุบันยังต้องรอคำตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมที่อาจทำให้รถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดล่าช้า โดยเฉพาะส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่งานโยธาดำเนินการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ เนื่องจากสัญญาร่วมลงทุนรวมงานเดินรถและติดตั้งระบบตลอดเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งรวมถึงช่วงตะวันออก

กระทรวงคมนาคมย้ำชัดจำเป็นต้องรอ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง

ท่อน้ำอีอีซีปั่นป่วนยาว

ปิดท้ายด้วยดีลสำคัญสู้กันหมัดต่อหมัด คือ โครงการท่อส่งน้ำเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นการทำสัญญาระหว่างภาครัฐ โดยกรมธนารักษ์และเอกชน

ตั้งแต่ปี 2537 บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ ได้สัญญา 30 ปี คือ โครงการท่อส่งน้ำดอกกราย สิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2566

ต่อมาแพ้ประมูล จึงต้องส่งให้ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ในฐานะผู้ชนะประมูลโครงการรับช่วงต่อ

แต่ปัญหาที่พบ คือโครงการท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ และโครงการท่อน้ำหนองค้อ-แหลมฉบัง ระยะที่ 2 ไม่มีสัญญาจึงให้อีสท์วอเตอร์ดูแลบริหารจัดการชั่วคราว กรมธนารักษ์จึงให้สิทธิวงษ์สยามดูแลโครงการต่อภายใน 60 วัน แต่อีสท์วอเตอร์ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่และท่อน้ำให้แก่วงษ์สยามก่อสร้าง

อีสท์วอเตอร์ให้เหตุผลว่า กังวลผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำ เนื่องจากท่อส่งน้ำบางจุดเป็นสมบัติของอีสท์วอเตอร์ ผู้รับสัมปทานรายใหม่ไม่สามารถจัดหาท่อมาทดแทนได้ทัน ขณะที่วงษ์สยามก่อสร้างยืนยันว่าไม่มีปัญหาในการนำท่อส่งน้ำไปเชื่อมต่อ

กรมธนารักษ์จึงเร่งให้อีสท์วอเตอร์ส่งมอบพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพราะหากยืดเยื้อไปมากกว่านี้ จะกระทบกับผลประโยชน์ของรัฐบาล คือค่าธรรมเนียมตามสัญญา 870 ล้านบาท ที่วงษ์สยามจะจ่ายเมื่อส่งมอบพื้นที่ และรายได้ค่าน้ำ ซึ่งคิดเป็น 27% ต่อปีของรายรับค่าใช้น้ำโดยไม่หักค่าใช้จ่ายก็จะล่าช้าตาม

ถ้าปมนี้ไม่ยุติ อาจต้องใช้มาตรการทางการปกครอง เป็นขั้นเด็ดขาดต่อไป

ความปั่นป่วนนี้จะจบยังไงก็ได้ แต่ขอให้มองประโยชน์ประชาชนและประเทศด้วยเถิด!!