เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการค้าโลก

31.12.22 | 10:26 น.
เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการค้าโลก

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการค้าโลก


ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทวีความสำคัญมากขึ้น และต้องร่วมมือกันดำเนินการแก้ไขปัญหาในทุกระดับโดยเร็ว ซึ่งในปี 2523 องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้จัดตั้งกลไกการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้บรรลุเป้าหมายการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งทุกประเทศต้องร่วมมือกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือดีกว่านั้น ซึ่งหมายถึงไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกลไกต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-12 พฤศจิกายน 2564 ณ ประเทศสกอตแลนด์ ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในระดับโลกภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เสนอเป้าหมายที่สูงขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ไทยในฐานะสมาชิก UNFCCC ได้ตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 และเป้าหมาย Net Zero ในปี 2608 (ค.ศ.2065) และในการประชุม COP27 ระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2565 ณ ประเทศอียิปต์ ไทยได้ยืนยันเป้าหมายตามที่แจ้งไว้ โดยไทยมุ่งเน้นส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องกับผลลัพธ์ของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (วันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ที่มีการรับรองเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี (Bangkok Goals on Bio-Circular-Green (BCG) Economy) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศต่างๆ มีนโยบายและมาตรการสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว อาทิ สหภาพยุโรป มีแผนการปฏิรูปสีเขียวและมาตรการทางภาษี (European Green Deal) มีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 55 ภายในปี 2573 และลดลงเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งครอบคลุมเรื่องสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แผนปฏิบัติการสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน ยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพ และยุทธศาสตร์อาหารที่ยั่งยืน สิงคโปร์ มีแผนสิงคโปร์สีเขียว (Singapore Green Plan 2030) ในช่วงเวลา 10 ปี (ปี 2564-2573) เป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน คือ (1) เมืองแห่งธรรมชาติ (City in Nature) เน้นสร้างสวนสาธารณะ และปลูกต้นไม้ให้มากกว่า 1 ล้านต้น (2) การอยู่อย่างยั่งยืน (Sustainable Living) เช่น มีเป้าหมายให้ปริมาณขยะต่อหัวต่อวันที่ปล่อยสู่พื้นที่ฝังกลบลดลงร้อยละ 30 (3) ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงาน (Energy Reset) เช่น เพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็น 5 เท่าภายในปี 2573 และตั้งแต่ปี 2573 รถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมดจะต้องเป็นโมเดลที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น (4) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เช่น สิงคโปร์เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเป็นศูนย์กลางของเอเชียในการให้บริการด้านคาร์บอน (Carbon Services Hub) และ (5) อนาคตที่มั่นคง (Resilient Future) เช่น เป้าหมายผลิตอาหารเองให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการ ขณะที่เกาหลีใต้มีแผนนิวกรีนดีล (Green New Deal) มุ่งสู่การเป็นประเทศอัจฉริยะ (Smart Country) โดยให้การส่งเสริมด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ และการเป็นประเทศสีเขียว (Green Country) โดยบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจสีเขียวให้เร็วขึ้น ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสีเขียวในโครงสร้างพื้นฐานและฟื้นฟูระบบนิเวศ (อาทิ อาคารอนุรักษ์พลังงาน มีระบบบริหารจัดการน้ำที่สะอาดและปลอดภัย) การจัดหาพลังงานคาร์บอนต่ำและมีระบบผลิตพลังงานแบบกระจายตัวไม่รวมศูนย์ (อาทิ มีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน รถไฟฟ้าและรถไฮโดรเจน) และการลงทุนเพื่อนวัตกรรมสีเขียว เป็นต้น

นโยบายและมาตรการของประเทศต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ยังครอบคลุมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการค้า และส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศด้วย ซึ่งภาคธุรกิจมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งในฐานะผู้ปล่อยมลพิษและผู้ได้รับผล
กระทบ เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่การผลิตสินค้าและบริการ การขนส่ง การตลาด ไปจนถึงการใช้สินค้าและบริการของผู้บริโภค ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการสร้างของเสีย มลพิษ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ดี รายงานขององค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2565 ให้ข้อสังเกตว่า แม้การค้าเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตและการขนส่ง แต่การค้าก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ โดยสนับสนุนการลดหรือป้องกันการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

Advertisement

ดังนั้น การค้าโลกมีแนวโน้มในการนำประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีการนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาเชื่อมโยงกับการค้า เช่น สหภาพยุโรป ออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) สำหรับกลุ่มสินค้านำเข้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และรวมไฮโดรเจน และสินค้าปลายน้ำบางรายการ อาทิ นอตและสกรูทำจากเหล็กและเหล็กกล้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Indirect Emissions) อาทิ ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตสินค้า โดยในช่วงปี 2566-2568 ผู้นำเข้าจะต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ขณะที่สหรัฐอเมริกาเตรียมออกมาตรการกำหนดให้เก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน สำหรับสินค้านำเข้า ได้แก่ ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และสินค้าที่มีปล่อยคาร์บอนสูง เช่น อะลูมิเนียม เหล็ก ซีเมนต์ ซึ่งคาดว่าจะถูกนำมาใช้ในปี 2567

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้อง
เตรียมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ซึ่งจัดเป็นอุปสรรคหรือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers หรือ Non-Tariff Measures) ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าในอนาคต เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป โดยต้องติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกันในการรับมือกับมาตรการต่างๆ ที่จะมีมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ โมเดลธุรกิจใหม่ต้องใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ และพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ผู้ประกอบการในเรื่องมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ฉลากคาร์บอน และตลาดคาร์บอน เช่นเดียวกับที่บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่งล้วนมีการตั้งเป้า Net Zero Emissions ในการดำเนินธุรกิจ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในปีงบประมาณ 2566 มีโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยจะคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ (Best Practice) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อนำมาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และโครงการศึกษาแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยเตรียมพร้อมต่อมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม กรณีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่อาจเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคตต่อไป