หน้าแรก เศรษฐกิจ วิสัยทัศน์ภูม...

วิสัยทัศน์ภูมิภาค 2022 : หนึ่งภูมิภาค หนึ่งธนาคาร หนึ่งบริษัทเกษตร

30.12.22 | 17:20 น.

วิสัยทัศน์ภูมิภาค 2022 : หนึ่งภูมิภาค หนึ่งธนาคาร หนึ่งบริษัทเกษตร
โดย ถนัด ธรรมแก้ว, กานดา นาคน้อย, และศุภกร ศิริสุนทร

ตลอดปีนี้มีข่าวแถลงการณ์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์และนโยบายของพรรคการเมือง สลับกับข่าวปัญหาเศรษฐกิจที่ซ้ำซากจำเจ  อาทิเช่น  หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น  หนี้ชาวนาพอกพูน  ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  ราคาอาหารแพง  วัตถุดิบและอาหารสัตว์ราคาแพง  วิกฤตโควิดกระทบกระเทือนห่วงโซ่การผลิต  ภาวะสงครามทำให้ปัญหาวัตถุดิบราคาแพงรุนแรงขึ้น

และข่าวปัญหาคลาสสิคของกรุงเทพฯ  กล่าวคือ  การจราจรติดขัด และภาวะน้ำท่วมเฉียบพลันทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

ปัญหาเหล่านี้อาจดูเหมือนปัญหาของต่างพื้นที่และต่างกลุ่มประชากร

ทว่าเมื่อวิเคราะห์ด้วยหลักการสมดุลทั่วไปในโมเดลเศรษฐกิจมหภาคแล้วจะพบว่าเกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่น  และเป็นผลลัพธ์ของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์

ซึ่งก่อให้เกิดการกระจุกตัวของปัจจัยการผลิตในกรุงเทพฯและปริมณฑล

Advertisement

นโยบายที่มุ่งหวังจะแก้ปัญหาจึงต้องผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายทั้งแรงงานและทุนออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปสู่ภูมิภาคทั่วประเทศ  กล่าวได้ว่าจำเป็นต้องมี “วิสัยทัศน์ภูมิภาค” ด้วยเหตุนี้ บทความนี้จึงนำเสนอการก่อตั้งบริษัท 2 ประเภทควบคู่กันไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

บริษัทประเภทแรกคือบริษัทเกษตรและอาหารอย่างครบวงจร

ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงจากระบบการผลิตเกษตรแบบดั้งเดิมหรือขั้นปฐมภูมิไปเป็นระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจร  เกษตรกรสามารถเข้าร่วมระบบการผลิตของบริษัทเกษตรฯ อย่างสมัครใจโดยไม่เสียกรรมสิทธิ์ที่ดิน  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการบริหารจัดการแบบบูรณาการและทันสมัย  การใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีอย่างคุ้มค่าในภาคเกษตร ปศุสัตว์ ประมง และอาหาร  จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและแบ่งปันผลกำไรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม  จะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพการแข่งขันในภาคเกษตรและอาหารของไทยให้ติดอันดับท็อป 10 ของโลกได้  ไทยจะเป็น “ครัวโลก” ได้จริงต่อเมื่อมีความมั่นคงทางอาหาร  ไม่ใช่เพียงในสถานะผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่เท่านั้น  แต่ประชาชนจำเป็นต้องเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพด้วยราคาที่เป็นธรรมด้วย

การก่อตั้งบริษัทเกษตรฯ สามารถใช้งบประมาณรัฐจัดต้องกองทุนและร่วมลงทุนกับภาคเอกชน โดยมีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

และเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างชาติร่วมลงทุนได้  บริษัทเกษตรฯ จะขยาย GDP และสามารถเพิ่มรายได้ภาษีมากกว่างบลงทุนจากงบประมาณรัฐ  ฉะนั้นรัฐบาลจะได้กำไร  ถ้ารัฐบาลลงทุนในบริษัทเกษตรฯ ใน 71 จังหวัดนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะใช้งบประมาณภายใน 6 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี  จะได้ปันผลกำไรและสามารถขายหุ้นบริษัทเกษตรฯ ให้แก่เกษตรกรหรือนักลงทุนที่เหมาะสมในภายหลัง

บริษัทประเภทที่สองในวิสัยทัศน์ภูมิภาคคือธนาคารภูมิภาคในรูปแบบออนไลน์แบงก์กิ้ง (Online banking)

ซึ่งจะลดต้นทุนบริการการเงินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและกระจายทุนแก่ธุรกิจรายย่อย “นอกภาคเกษตรและอาหาร”  เพื่อให้การเพิ่มรายได้ในภาคเกษตรและอาหารเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนภาคธุรกิจอื่นๆ ให้เติบโตไปด้วยกัน  (ดูแผนภาพประกอบ)

ธนาคารดังกล่าวควรมีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์  และนักลงทุนจากต่างชาติสามารถร่วมลงทุนได้

ภาครัฐควรจำกัดบทบาทเพียงการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน  และการออกใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารในรูปแบบธนาคารออนไลน์

โดยกำหนดให้ธนาคารออนไลน์มีสำนักงานใหญ่และศูนย์ข้อมูลในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ  โดยไม่จำเป็นต้องมีสาขาเลยเหมือนธนาคารออนไลน์ในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา  ซึ่งมีมานานกว่า 20 ปีแล้ว  (เช่น Rakuten Bank ในญี่ปุ่น American Express Bank ในสหรัฐอเมริกา)

ธนาคารออนไลน์สามารถใช้เครือข่ายเครื่องเอทีเอ็มร่วมกับธนาคารดั้งเดิมหรือใช้บริการแบงก์กิ้งเอเยนต์ตามที่ทำการไปรษณีย์และร้านสะดวกซื้อ  เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันด้วยดอกเบี้ยและข้อมูล

การก่อตั้งบริษัทเกษตรฯ และธนาคารภูมิภาคแบบออนไลน์แบงก์กิ้งจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ

เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น  จะเข้าสู่ระบบประกันสังคม และซื้อหุ้นบริษัทเกษตรฯ จากรัฐในอนาคตได้

นอกจากนี้ยังสร้างตำแหน่งงานกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคจำนวนมากด้วย การดำเนินการภายใน 100 วันหลังเป็นรัฐบาล โดยแบ่ง 71 จังหวัดนอกกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็น 10 ภูมิภาค  จะก่อให้เกิดบริษัทเกษตรฯ 10 บริษัทและธนาคารภูมิภาค 10 ธนาคาร  ในโมเดลตัวอย่าง GDP จะขยายตัว 4.6% ภายในเวลาปีครึ่ง และเคลื่อนย้ายแรงงาน 6 แสนคนจากเมืองใหญ่ไปสู่ภูมิภาค  เมื่อครบ 4 ปีจะมีบริษัทเกษตร 71 บริษัทใน 71 จังหวัด GDP จะเพิ่มขึ้น 5.8% และแรงงานมากกว่า 7 แสนคนจะเคลื่อนย้ายสู่ภูมิภาค

ในระยะยาวการเพิ่มรายได้เกษตรกรและความมั่นคงของอาชีพเกษตรกรจะส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวสนใจหันมาทำอาชีพเกษตรกร  นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายแรงงานสู่ภูมิภาคทั่วประเทศจะช่วยแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ  คนหนุ่มสาวจะสนใจมีลูกมากขึ้น  เนื่องจากคนชราในภูมิภาคสามารถเลี้ยงเด็กเล็กทั้งในครัวเรือนและสถานเลี้ยงเด็กเล็ก

อนึ่ง วิสัยทัศน์ภูมิภาคในบทความนี้จะกลายเป็นนโยบายต่อเมื่อผู้กำหนดนโยบายสาธารณะสามารถ disrupt ตนเอง  กล้าเสี่ยงกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง  ด้วยการนำท้องถิ่นออกมาจากหล่มความกลัวในรูปแบบต่างๆ  อาทิเช่น

ความหวาดกลัวว่าระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพิงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในรูปแบบเดิมๆ

ความหวาดกลัวว่าจะสร้างผู้ร้ายตัวใหม่

ความหวาดกลัวว่าคนไทยโง่เง่าเต่าตุ่นและไม่มีวินัยการเงินมากพอที่จะใช้บริการธนาคารออนไลน์

ความหวาดกลัวว่าธนาคารออนไลน์จะก่อวิกฤตการเงินเฉกเช่นธนาคารแบบดั้งเดิม

ความหวาดกลัวว่าประสิทธิภาพของรัฐและท้องถิ่นนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับนี้ได้

ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ไขโดยเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงลำพัง ทว่าต้องใช้หลากหลายเครื่องมือควบคู่กันไป ทั้งอุดมการณ์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม