หน้าแรก เศรษฐกิจ สัญญาณไปต่อ &...

สัญญาณไปต่อ ‘ขึ้นดอกเบี้ย สู้เงินเฟ้อ’ ฉุด ศก.โลก

3.01.23 | 06:03 น.
COLLAGED PICTURES FROM REUTERS AND AFP

สัญญาณไปต่อ ‘ขึ้นดอกเบี้ย สู้เงินเฟ้อ’ ฉุด ศก.โลก

สภาพเศรษฐกิจปากท้องตอนนี้เป็นเรื่องที่ผู้คนสนใคร่รู้อย่างมากว่าจะผงกหัวดีขึ้นได้เมื่อไร หลังจากไม่กี่ปีมานี้โลกกระอักเพราะเศรษฐกิจหยุดชะงักมาตั้งแต่เริ่มโดนโรคโควิด-19 เล่นงานเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน และยังมาถูกซ้ำเติมต่อด้วยพิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ฉุดลากเศรษฐกิจทั่วโลกให้ตกต่ำย่ำแย่หนักลงไปอีก

พิษสงครามยูเครนซ้ำเติม ศก.

ปี 2022 หลายคนคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้น หลังจากโลกรับมือกับสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีขึ้นจากการมีวัคซีนป้องกันและมีวิธีรักษา จนหลายชาติสามารถกลับมาเปิดประเทศและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจกันได้ แต่การทำสงครามบุกยูเครนและผลจากการคว่ำบาตรรัสเซีย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกทรุดหนักลงไปอีก ทั้งยังก่อผลพวงให้โลกต้องเผชิญวิกฤตพลังงานอย่างที่ไม่ได้เห็นมาก่อนในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ ดันราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ธัญพืช และอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นพื้นฐานพุ่งสูงขึ้นตาม กระทบเป็นห่วงโซ่ให้หลายประเทศเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ด้วย

มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำ Mood’s Analytics กล่าวให้ความเห็นที่เป็นความคิดเดียวกับคนส่วนใหญ่ว่า “หากปราศจากการรุกรานของรัสเซีย โลกคงจะอยู่ในจุดที่ต่างออกไปมากจากตอนนี้”

สหรัฐอเมริกา ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูง จากที่คาดหมายว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ในปี 2022 อันเป็นผลพวงของสงครามยูเครน โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา พุ่งแตะ 9.1% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) ยังอยู่สูงกว่า 6.6% ซึ่งเป็นระดับสูงกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตั้งเป้าไว้ ที่หวังให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ไม่เกิน 2% เพื่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ

Advertisement

ในแถบยูโรโซนและอังกฤษมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลัก เหนือระดับ 10% โดยอังกฤษได้เห็นอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบกว่า 40 ปีเช่นกัน ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 11.1% ก่อนจะขยับลดลงเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 10.7% ส่วนประเทศในยูโรโซน อัตราเงินเฟ้อขยับลงเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 10% ลงจาก 10.6% ในเดือนก่อนหน้า

ญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 เห็นอัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีเช่นกัน ในเดือนตุลาคม ที่ 3.6%

แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

การเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงถ้วนหน้าส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายต้องหาเครื่องมือที่มีอยู่เข้ามาจัดการบรรเทาปัญหานี้ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นผู้นำในการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 เพื่อมุ่งควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

เฟดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 2022 และหลังจากนั้นเฟดได้ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 0.75% ติดต่อกันอีก 3 ครั้ง ก่อนที่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เฟดได้ชะลอปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 0.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐขณะนี้พุ่งสู่ระดับ 4.25-4.50%

แม้เฟดจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง เนื่องจากดูเหมือนอัตราเงินเฟ้อจะชะลอความร้อนแรงลง แต่ก็มีการส่งสัญญาณจาก เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดว่าการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดนี้จะยังดำเนินอยู่ต่อไป ที่จะได้เห็นเฟดปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกได้ จนกว่าจะดึงเงินเฟ้อของสหรัฐลงมาให้ได้ตามเป้าที่ 2% และทำให้ราคากลับมามีเสถียรภาพ

เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษ (อีซีบี) ที่ก็หันมาขยับปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามเฟด เพื่อมุ่งควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่สูงเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดี คริสตีน ลาการ์ด ประธานอีซีบี ส่งสัญญาณชัดเจนเช่นกันว่า อีซีบีจะยังคงนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดต่อไป โดยชี้ว่าเงินเฟ้อในยูโรโซนยังไม่ถึงจุดสูงสุด

แน่นอนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติของประเทศต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้ผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้นตามมา กระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจให้ซบเซาลง แนวโน้มนี้ก่อให้เกิดความหวั่นวิตกว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2023 จะชะลอตัวลงจนอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้

คาดเศรษฐกิจโลกปี 2023 ยังมืดมน

บทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2023 มองไปในทิศทางเดียวกันว่ายังคงมืดมน โดยบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2023 จะโตเพียง 1.2% ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับปี 2009 ที่โลกเพิ่งจะเริ่มหลุดพ้นจากวิกฤตทางการเงินในห้วงเวลานั้น

ขณะที่บทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (CEBR) คาดการณ์ว่าโลกจะประสบกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในปี 2023 โดยเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจะหดตัวอันเป็นผลมาจากต้นทุนการกู้ยืมใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นขณะที่มุ่งควบคุมภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ได้รับชัยชนะคาดว่าธนาคารกลางต่างๆ จะดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดเช่นนี้ต่อไป แม้จะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจก็ตาม โดยชี้ว่าต้นทุนในการทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับที่สบายใจได้มากขึ้นนั้น คือแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในอีกหลายปีข้างหน้า

ข้อสรุปของนักวิจัยจาก CEBR ยังมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในแง่ร้ายมากกว่าการคาดการณ์ล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จากรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าองค์กรดังกล่าวเตือนในเดือนตุลาคม โดยคาดการณ์ว่า กว่า 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกจะเผชิญการหดตัวและมีโอกาสราว 25% ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลกจะขยายตัวไม่ถึง 2% ในปี 2023

ด้านองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังเติบโตได้ที่ 2.2%

จับตาจีนหลังกลับลำนโยบายโควิดเป็นศูนย์

สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้สำหรับเศรษฐกิจโลก แต่การกลับลำนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” ของจีน ชาติมหาอำนาจ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากจีนยึดยุทธศาสตร์นี้เป็นหัวใจหลักในการต่อสู้กับโควิดมาตลอดเกือบ 3 ปี จนส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนหยุดชะงัก และจีนยังเตรียมกลับมาเปิดประเทศด้วยการประกาศยกเลิกกฎให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศต้องกักตัวเฝ้าระวังโควิด ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมนี้เป็นต้นไปด้วยนั้น น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่เศรษฐกิจจีนจะกลับมาขับเคลื่อนได้ ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อระบบห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโลก

นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันรวมถึงจาก IIF คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าการผ่อนคลายนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีนในปีที่กำลังจะมาถึงจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.0% ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้นทันที ขานรับการจะเปิดประเทศของจีน

ทว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวน จากเหตุปัจจัยหลายประการที่เข้ามากระทบ รวมถึงความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในจีน ซึ่งก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

รัฐต้องช่วยอุ้มกลุ่มเปราะบาง

ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นที่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้โลกเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ก่อผลกระทบเป็นห่วงโซ่ โดยเฉพาะราคาสินค้าและพลังงานที่พุ่งสูง สร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่เป็นกลุ่มเปราะบางในแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งเผชิญความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการอยู่แล้ว ให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่ถีบตัวสูงมากขึ้นอีก สวนทางกับค่าแรงค่าจ้างที่ยังต่ำเตี้ย

มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ภาครัฐช่วยบรรเทาผลกระทบและจัดหาความช่วยเหลือสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อน

หลายชาติก็ได้ออกมาตรการปกป้องอุดหนุนผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบกันบ้างแล้ว โดยอียูได้ควักเงินอุดหนุนด้านพลังงานแก่ภาคครัวเรือนในชาติอียูไปแล้ว 674,000 ล้านยูโร

เยอรมนี ชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป และพึ่งพาอุปทานพลังงานจากรัสเซียมากที่สุด ประกาศมาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนไปในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีมูลค่า 200,000 ล้านยูโร เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและก๊าซ

ส่วนอังกฤษประกาศตรึงเพดานราคาพลังงานไปจนถึงเดือนเมษายนปีนี้ และสเปนได้ประกาศมาตรการ “ต้านวิกฤต” เพื่ออุดหนุนภาคครัวเรือนเพิ่มเติมอีกมูลค่า 10,000 ล้านยูโร ทำให้ยอดรวมงบอุดหนุนเพิ่มขึ้นเป็น 45,000 ล้านยูโร ที่รวมถึงการอุดหนุนค่าไฟ ค่าก๊าซ ค่าน้ำมัน และค่าตั๋วโดยสารระบบขนส่งมวลชนเป็นเวลา 6 เดือน

ถึงวันนี้คนหาเช้ากินค่ำก็ต้องกัดฟันทนและคงได้แต่ภาวนาให้ภาครัฐ หรือกลไกใดๆ ในโลกที่มีอยู่ ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการแก้ไข หรือขจัดปัญหาเลวร้ายนี้ให้หมดไปโดยเร็ว เพื่อที่เราจะลืมตาอ้าปากกันได้เสียที