เงินบาทเปิด 34.48 ‘แข็งค่า’ แต่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า หากตลาดปิดรับความเสี่ยง
เมื่อวันที่ 3 มกราคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 34.56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 34.25-34.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.40-34.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สัปดาห์ที่ผ่านมาบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงระมัดระวังตัวอยู่ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2565
นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทประเมินว่าอาจแกว่งตัวกรอบแคบ แต่เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดปิดรับความเสี่ยงและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี เงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมากเนื่องจากผู้ส่งออกบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินเหรียญสหรัฐ ส่วนผู้เล่นต่างชาติก็รอจังหวะเพิ่มสถานะ Short USDTHB ตามความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว
“คาดว่ามุมมองดังกล่าวก็อาจสะท้อนผ่านฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยในธีมเปิดเมืองได้บ้าง ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัลเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นใกล้โซนแนวรับ 34.25-34.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้เร็ว หากแข็งค่าหลุดระดับ 34.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ” นายพูนระบุ
ส่วนเงินเหรียญสหรัฐนั้น นายพูนระบุว่า ควรระวังเพราะตลาดการเงินอาจปิดรับความเสี่ยงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด (Good News is Bad News for the market) ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิดในจีนที่ยังน่ากังวล ก็อาจกดดันสกุลเงินหยวน (CNY) และสกุลเงินเอเชียได้เช่นกัน
“ในสัปดาห์นี้เรามองว่าไฮไลต์สำคัญที่ต้องติดตามคือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน และสถานการณ์การระบาดโควิดในจีน” นายพูนกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจฝั่งไทยมองว่าผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัวลงมากขึ้น โดยดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคมอาจลดลงสู่ระดับ 50 จุด อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธันวาคมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 49 จุด ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจ หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้นสอดคล้องกับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนธันวาคมเร่งขึ้นสู่ระดับ 5.9% (ส่วนหนึ่งมาจากผลของฐานราคาที่ต่ำในปี 2564) แต่อัตราเงินเฟ้อจะไม่ปรับตัวขึ้นไปมาก เนื่องจากราคาสินค้าพลังงานได้ปรับตัวลดลงในช่วงเดือนธันวาคม

