หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘โกลเบล็ก’ ให...

‘โกลเบล็ก’ ให้เป้าหมายหุ้นปีกระต่าย พุ่งแตะ 1,845 จุด ได้ท่องเที่ยว-ปัจจัยต่างประเทศหนุน

3.01.23 | 14:45 น.

‘โกลเบล็ก’ ให้เป้าหมายหุ้นปีกระต่าย พุ่งแตะ 1,845 จุด ได้ท่องเที่ยว-ปัจจัยต่างประเทศหนุน

เมื่อวันที่ 3 มกราคม นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มทิศทางการลงทุนปี 2566 ฝ่ายวิจัยมองกรอบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เคลื่อนไหวที่ระดับ 1,616 – 1,845 จุด บนสมมติฐานอัตรากำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) ปี2566 เท่ากับ 108.85 เติบโต 8-9% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ปรับลดระดับความรุนแรงเป็นโรคประจำถิ่น ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มทยอยชะลอตัวเข้าสู่ระดับปกติ ทั้งยังมองปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 อาทิ กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เผยแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.7% ในไตรมาส 4/2565 สูงกว่าระดับ 2.7% ที่ออกมาช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนธันวาคม 2565 ดีดตัวขึ้นและสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น

“การที่จีน มีมาตรการยกเลิกกักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ โดยมีผลตั้งแต่ 8 มกราคม 2566 หลังบังคับใช้มานาน 3 ปี รวมทั้งการที่จีนผ่อนคลายมาตรการจัดการโควิด-19 ขณะที่เกาะฮ่องกงประกาศเปิดพรมแดนที่ติดกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเต็มรูปแบบ ช่วงก่อนกลางเดือนมกราคม 2566

ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2565 ที่มีแนวโน้มใกล้เคียง 11.5 ล้านคน เมื่อรวมกับการท่องเที่ยวในประเทศ 175 ล้านคนต่อครั้ง จะทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท นับเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่ารวมในปี 2562 ก่อนเกิดโควิดระบาดแล้ว” นางสาววิลาสินี กล่าว

นางสาววิลาสินี กล่าวว่า สำหรับปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตาต่อภาพรวมการลงทุนในปี 2566 อาทิ การประชุมคณะกรรมการกนง.เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย นโยบายรวม 6 ครั้ง ในเดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน นอกจากนี้ ยังแนะให้จับตาประเด็นการเมือง กรณียุบหรือไม่ยุบสภา รวมไปถึงการเลือกตั้งในประเทศ และสถานการณ์โควิด-19 ที่แม้ระดับความรุนแรงจะคลี่คลายแต่ก็ยังคงต้องให้ความระวัง

Advertisement

ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาต่างประเทศ อาทิ การกำหนดการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 8 ครั้ง รวมถึงตัวเลขจีดีพีของสหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรป และจีน ส่วนปัจจัยลบก็มีการคาดการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจเริ่มต้นเกิดขึ้นประมาณต้นปี 2566 ซึ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีวาระคุกรุ่นหลายคู่ ทั้งยูเครน-รัสเซีย สหรัฐ-จีน จีน-ไต้หวัน ที่อยู่ในระดับความเสี่ยงสูงด้วย

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย ให้คำแนะนำลงทุนในหุ้น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากมาตรการช้อปดีมีคืน ในปี 2566 ประกอบด้วย BJC, CPALL, MAKRO, CRC, COM7, SPVI, CPW, JMART, HMPRO, ZEN, M และ AU 2.กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากรายได้ปรับขึ้นตามค่า FT แต่ต้นทุนเริ่มคงที่ ประกอบด้วย GPSC, BGRIM และ RATCH 3.หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวที่ได้รับอานิงสงค์ประเทศจีนเปิดประเทศ ในวันที่ 8 มกราคม 2566 ประกอบด้วย MINT, CENTEL, ERW, SPA, AU และ SHR

4.กลุ่มหุ้นยั่งยืนด้านพลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย EA , TSE , SSP , SUPER และ PRIME และ 5.กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย EA , GPSC , BCP, OR และ DELTA โดยมี 4 หุ้นเด่นในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้แก่ 1.หุ้น SPA ทยอยขาดทุนลดลง ลุ้นพลิกมีกำไร ราคาเหมาะสม 10.80 บาท 2.หุ้น D ฐานลูกค้าต่างชาติขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ราคาเหมาะสมที่ 8.75 บาท 3.หุ้น CEYE ธุรกิจโฆษณามีแววสดใสหนุนกำไรปี 2566 เติบโตต่อเนื่อง ราคาเป้าหมายที่ 7.12 บาท และ 4.หุ้น AU ลุ้นสัดส่วนลูกค้าต่างชาติกลับสู่ระดับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ราคาเหมาะสมที่ 13.20 บาท