หน้าแรก เศรษฐกิจ ดีอีเอส ดัน พ...

ดีอีเอส ดัน พ.ร.ก.ปราบโกงออนไลน์ ให้อำนาจแบงก์ยับยั้งบัญชีภายใน 2 ชม. ไม่ต้องรอใบแจ้งความ

5.01.23 | 14:34 น.

ดีอีเอส ชูเป้าปี’66 ดัน พ.ร.ก.ปราบโกงออนไลน์-เร่งเชื่อมดิจิทัลสาธารณสุขผ่านคลาวด์กลางภาครัฐ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ดีอีเอสเตรียมเสนอ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างและจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนมกราคม 2566 ซึ่ง พ.ร.ก.ดังกล่าว อยู่ในแนวทางการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยดีอีเอสจะแก้กฎหมายให้สถาบันทางการเงินสามารถตรวจสอบบัญชีที่มีความผิดปกติจากบันทึกทางการเงินที่ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

นายชัยวุฒิกล่าวว่า รวมถึงบัญชีม้าที่มีการเดินบัญชีผิดกฎหมาย ซึ่งกระทรวงจะให้อำนาจสถาบันการเงินยับยั้งบัญชีผู้เสียหายภายใน 2 ชั่วโมง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้นผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ตามปกติ เพื่อนำไปยื่นให้สถาบันการเงินพิจารณาว่าจะระงับต่อไป หรือหยุดการระงับบัญชี

นอกจากนี้ ดีอีเอสและตำรวจไซเบอร์ ร่วมกันทำโครงการซิม สาย เสา ซึ่งจะตัดสัญญาณซิมการ์ด สายไซเบอร์ และเสาสัญญาณที่ส่งจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เครือข่ายโจรกรรมดำเนินการได้ยากขึ้น โดยจะจัดการซิมการ์ดที่เปิดใช้บริการเพื่อเป็นซิมม้าที่ กสทช.ดำเนินการอยู่ ซึ่งจะปรับกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ กสทช.ให้สามารถทำการตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ดีอีเอสเตรียมยกระดับเทคโนโลยี โดยการนำโครงการระบบบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) นอกจากจะให้บริการ Virtual Machine คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ สําหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยเริ่มใช้เดือนกันยายน 2565 มีการให้บริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ จำนวน 219 กรม 874 หน่วยงาน 3,065 ระบบงาน มีการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญมากว่า 2,500 คน ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณได้ถึง 30-60% และรัฐบาลมีแผนที่จะทรานฟอร์มทุกหน่วยงานของรัฐ เป็นรัฐบาลดิจิทัล 100% ในปี 2566 นี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะจัดทำระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ด้านสาธารณสุข โดยระบบ National Digital Health Platform เพื่อเป็นระบบเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณสุขของประชาชน และโรงพยาบาล สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทางด้านสาธารณสุข ฐานข้อมูลคนไข้ผ่านระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ทำให้แพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลคนไข้เพื่อการรักษาได้จากโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการแล้ว 150 แห่ง และอยู่ระหว่างการขยายผลอีก 100 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าปี 2566 โรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยประมาณ 1,000 แห่ง เข้าร่วมโครงการนี้

Advertisement

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ส่วนของการผลักดันในเรื่องดิจิทัล ไอดี (Digital ID) นั้น โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอ็ตด้า ได้ร่วมมือกับ 7 หน่วยงาน ในการจัดทำการดำเนินงานระยะแรกบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ให้สามารถใช้ดิจิทัล ไอดี เพื่อเป็นการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมสากล ทั้งในมิติของกฎหมาย ได้มี ความคืบหน้า (ร่าง) พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. … ที่กำลังจะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ รวมไปถึงการร่างกฎหมายลูกฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สำหรับโครงการดิจิทัลโพสต์ไอดีนั้น กระทรวงได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล ตามแผนแม่บทการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (พ.ศ.2561-2565) มีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการระบุข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ให้เป็นที่อยู่ดิจิทัล หรือเรียกว่าดิจิทัลโพสต์ไอดี : Digital Post ID โดยมอบหมายให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาต่อยอดจากรหัสไปรษณีย์ที่ใช้ตัวเลขห้าหลัก ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานการจัดส่งสิ่งของของไทย มากว่า 40 ปี โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งให้มีความสามารถระบุตำแหน่งด้วยรหัสดิจิทัลโพสต์ไอดี ที่สามารถถูกแปลงเป็นพิกัดที่อยู่ของประชาชนภายในประเทศไทยได้ถึงระดับครัวเรือน

พร้อมกันนี้ ยังสามารถรักษาความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ของข้อมูลส่วนบุคคลของภาคประชาชน โดย ปณท ได้ลงทุนพัฒนาระบบประมาณ 100 ล้านบาท ขณะนี้ กำลังเริ่มทดลองระบบ และคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ภายในไตรมาส 2 ของปี’66 และเชื่อว่าภายในปี’67 คาดว่าประชาชนจะมีรหัสดิจิทัลโพสต์ไอดีของตนเองที่จำได้ง่ายมาแทนการเขียนจ่าหน้าแบบเดิมพร้อมกันทั่วประเทศ