ที่โรงแรมอนันตรา สยาม นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Transforming financial services to meet new business needs in the growing ASEAN Economic Community (AEC) ในงานสัมมนา ASEA Banking Council Meeting ครั้งที่ 46 จัดโดยสมาคมธนาคารอาเซียนและสมาคมธนาคารไทยว่า สำหรับมาตรการของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงการคลังจะมอบให้ประชาชนในช่วงสิ้นปีนี้นั้น รัฐบาลอาจเล็งเห็นผลเสียที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปจึงออกมาตรการชั่วคราวรักษาโมเมนตัมการเติบโตเศรษฐกิจในระหว่างที่รอให้โครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นในปี 2560 ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินกลับมาหมุนในเศรษฐกิจมากขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2559 จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนจะชะลอตัวลงจากปัจจัย 3 ข้อคือ 1.ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวที่มีปริมาณสินค้าออกมามากกว่าคาดทำให้ราคาข้าวลดลง 2.การจัดระเบียบนักท่องเที่ยวราคาถูกโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ซึ่งโดยปกตินักท่องเที่ยวจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยเหมือนฐานการบริโภคในประเทศ รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่คนในประเทศอยู่ในภาวะโศกเศร้าและไม่สบายใจ จึงเป็นปัจจัยชั่วคราวที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4/2559
“ต้องยอมรับว่าภาครัฐบาลเป็นภาคที่มีบทบาทสำคัญในการประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ตั้งแต่การเร่งเบิกจ่ายโครงการขนาดเล็กตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 มีโครงการหลายโครงการออกมามากขึ้น ซึ่งในปี 2560 จะมีโครงการขนาดใหญ่ของรัฐออกมามากขึ้น ทั้งโครงการรถไฟ มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าใต้ดินและการขยายสนามบิน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่เราเห็นรัฐบาลทำการลงทุนอย่างจริงจังเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่ในช่วงสั้นๆ รัฐบาลตื่นตัวที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเพราะปัจจัยชั่วคราว ก็อาจมีมาตรการชั่วคราวเข้ามาเสริมเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ถือว่าเป็นการตื่นตัวของรัฐบาลที่ดีที่จะช่วยรักษาโมเมนตัมของการฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อที่โครงการใหญ่ๆ ของภาครัฐจะเห็นผลหรือเริ่มลงทุนจริง” นายวิรไทกล่าว
ทั้งนี้ มองว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นมาตรการชั่วคราว เพราะหากดำเนินการนานๆ ผลจะไม่เกิดผลทางเศรษฐกิจเพราะให้คนใช้จ่ายมากๆ จะเป็นการดึงอุปสงค์ในอนาคตเข้ามาใช้ในปัจจุบัน ส่วนการเงินผู้มีรายได้น้อยนั้นเข้าใจว่าเป็นมาตรการต่อเนื่องจากกรณีที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งนโยบายการคลังมี 3 มิติที่ต้องพูดคุยกัน คือ1.นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจนว่าหากภาครัฐมีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการไปแล้วในช่วงปลายปี 2558 มีโครงการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ต่างจังหวัด 2.มาตรการเยียวยาในการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบในบางเรื่อง เช่น มาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตรมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย 3.มาตรการการลงทุนสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในระยะยาวทุกคนต้องการเห็นในส่วนนี้มีบทบาทมากขึ้น เพราะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่โครงสร้างมากกว่าการเยียวยา เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของภาคเกษตร การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืช ส่งเสริมการใช้เครื่องมือเครื่องจักรในภาคการเกษตร แต่มาตรการเยียวยาเป็นมาตรการระยะสั้นควรทำระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจปี 2559 จะเติบโตอยู่ที่ 3.2% จากสามไตรมาสอยู่ที่ 3.3% ชะลอตัวลงเล็กน้อย ส่วนเศรษฐกิจปี 2560 นั้นต้องรอประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้ง สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายช่วงนี้มีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรและหุ้นบ้าง แต่เห็นความชัดเจนในการไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เพราะนักลงทุนจะโยกเงินเข้าออกตามอัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่ไม่น่าตกใจ เพราะปรับขึ้นใกล้ต้นปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้ ธปท.ดูแลให้อยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำเพื่อให้แน่ใจว่ามีสภาพคล่องที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้นคาดว่าตลาดรับรู้ข่าวไปบางส่วนแล้วจึงเชื่อว่าจะตลาดในช่วงดังกล่าวจะไม่เปลี่ยนแปลงมาก
นายวิรไทกล่าวอีกว่า ส่วนค่าเงินบาทในช่วงสั้นๆ ค่าเงินบาทอาจผันผวนแต่น้อยกว่าในหลายประเทศ เพราะอย่างที่เห็นว่ามีปัจจัยนอกประเทศ ปัจจัยในตลาดเงินโลกและปัจจัยเฉพาะในประเทศ บางประเทศมีปัญหาเรื่องการเมือง กระทบความมั่นใจ บางประเทศพึ่งเงินต่างประเทศค่อนข้างมาก ส่วนประเทศไทยเรามีกันชนที่ค่อนข้างดีที่จะสามารถรองรับความผันผวนต่างๆ ได้ทำให้ค่าเงินบาทจึงไม่ผันผวนเหมือนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในหลายประเทศ ส่วนจะกระทบการส่งออกหรือไม่ต้องดูกันยาวๆ

