จับตา‘สกุลเงินดิจิทัล’ ระทึก ‘คริปโท’ป่วนอีก
ปี 2565 ถือเป็นปีแห่งความปั่นป่วนของสกุลเงินดิจิทัล หรือ “คริปโทเคอร์เรนซี” ที่เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในช่องทางลงทุนที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล เป็นความหวังใหม่อันร้อนแรงที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก
ช่วงต้นปี 2565 ราคาซื้อขายบิตคอยน์พุ่งขึ้นไปถึง 47,098 ดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นเพียงไม่กี่เดือนความผันผวนมากมายก็เกิดขึ้นตามมา ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2565 มูลค่าของบิตคอยน์ ซึ่งถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลอันดับ 1 ของโลกก็ลดลงเหลือเพียง 16,880 ดอลลาร์เท่านั้น
ไม่เกินจริงหากจะบอกว่าปี 2565 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับสกุลเงินดิจิทัลที่หมดแรงดึงดูดและถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่จับตามองด้วยความสงสัย เคลือบแคลง
การลดลงของมูลค่าสกุลเงินดิจิทัลชนิดทิ้งดิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม จากการล่มสลายของเหรียญ Terra และ Luna ซึ่งเป็นเหรียญเสถียร (Stablecion) ที่มีการอ้างอิงกับสกุลเงินต่างๆ ทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปทันที ขณะที่โด ควอน เจ้าของเหรียญดังกล่าวก็หนีหายเข้ากลีบเมฆ ล่าสุดถูกระบุว่าน่าจะหนีไปกบดานอยู่ในเซอร์เบีย ตามด้วยการล่มสลายของ Voyager ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายคริปโท และโดมิโนตัวต่อๆ ไปก็ตามมา คือกองทุนและแพลตฟอร์มกู้ยืมเงินคริปโทอย่าง Three Arrows Capital, BlockFi, Celsius
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปัญหาของคริปโทคือบริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจเหล่านี้มีปัญหาซุกซ่อนอยู่มากมาย ทั้งจากการขยายตัวที่เร็วเกินไป มีการบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ดี หรือมีส่วนร่วมกับพฤติกรรมฉ้อฉล นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เมื่อมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับคริปโท มันก็จะแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วมาก
จากนั้นบริษัทที่ทำธุรกิจคริปโทหลายแห่งก็ประสบปัญหาตามมา แต่ที่หนักหนาและสร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างมากที่สุดก็คือการล่มสลายของ FTX ภายใต้การนำของ แซม แบงค์แมน-ฟรายด์ ที่เมื่อต้นปี 2565 ยังเป็นบริษัทมีมูลค่าสูงถึง 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่กลับยื่นล้มละลายต่อศาลในเดือนพฤศจิกายน หลัง Binance เบอร์ 1 ในตลาดซื้อขายคริปโทประกาศยกเลิกดีลซื้อ FTX เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน
การล่มสลายของ FTX ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของคริปโทที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว การหลอกลวง และฉ้อฉล ก่อนที่แบงค์แมน-ฟรายด์ จะถูกบาฮามาสจับกุม และส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในสหรัฐ ซึ่งเขาถูกฟ้องด้วยข้อหาต่างๆ รวม 8 กระทง
แน่นอนว่าหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่ส่งผลกระทบกับตลาดคริปโทคือ การที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ หันมาใช้นโยบายปรับขึ้นอัตราภาษีเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนหันมาเทขายสินทรัพย์ที่ดูจะมีความอ่อนไหว และหันไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ราคาของคริปโทร่วงตามไปด้วย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างๆ
นาทีนี้ สายตาของผู้คนก็มุ่งไปยัง Binance ที่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบไปเต็มๆ กับคำถามของผู้คนมากมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมคริปโทโดยรวม ที่ทำให้ต้องพยายามทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในลักษณะเดียวกันขึ้นมา
แล้วแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยมองตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในปี 2566 นี้อย่างไร
ชานน จรัสสุทธิกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Forward ระบุว่า เริ่มจากมองสภาพตลาดจากมุมกว้างกันก่อน หากมองที่ macroeconomics นั้น 2 ปีที่ผ่านมา โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกมาตรการเรื่องของ 1.9 trillion USD stimulus checks ในสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา
ทำให้มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าตลาดทุนจำนวนมาก และผลที่ตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเป็นปัญหา การฟื้นตัวของตลาดในเร็ววันนั้น ทำได้ยากมาก เฟด จำเป็นต้องดึงเงินกลับเพื่อไม่ให้เกิด float ของค่าเงินดอลลาร์ เลยเป็นที่มาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องและยาวนาน คาดกันว่าอาจใช้เวลาอย่างน้อยๆ ปีครึ่ง
ถึงสองปีหากมองเฉพาะตลาดคริปโท เป็นไปได้ว่าอาจมีการ Rebound ของราคาช่วงปลายปี 2566 ทั้งเรื่องของสถิติที่เคยแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวขึ้นของราคาที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของโลก แต่การ Rebound ปลายปีนี้จะไม่ทำให้เกิด All Time High ใหม่ ตลาดคริปโท หากอิงจากสถิติแล้วการจะเกิด All Time High อาจต้องรอ 4 ปีภายหลังจาก Bitcoin Halving รอบถัดไป หรือประมาณ 24 เมษายน 2567
ซีอีโอ Forward ระบุอีกว่า หลายคนอาจ มองการลงทุนในช่วงนี้ หรือช่วงตลาดขาลงแบบนี้มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นตลาดคริปโท หรือตลาดอื่นๆ ร่วงลงมากกว่านี้ รอบของตลาดแดงอาจยังไม่หมด จึงฝากไว้เป็นแง่คิดประกอบการพิจารณาลงทุนในปีนี้
ล่าสุด ณ วันที่ 2 มกราคม 2566 มูลค่ารวมตลาดคริปโทอยู่ที่ 804.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณการซื้อขายคริปโททั้งหมดในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาคือ 19.11 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.77% จากวันก่อนมูลค่ารวมของตลาด DeFi ปัจจุบันอยู่ที่ 1.38 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 7.23% ของปริมาณตลาดคริปโท
ทั้งหมด 24 ชั่วโมง มูลค่าของเหรียญที่มีเสถียรภาพทั้งหมดอยู่ที่ 17.19 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 89.95% ของปริมาณตลาดคริปโท ทั้งหมดในรอบ 24 ชั่วโมง บิตคอยน์ยังครองส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด 40.01%
หากมองกันในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา Forward ระบุว่า การที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าคาดแสดงถึงความคืบหน้าจัดการกับเงินเฟ้อ รวมถึงการผ่อนคลายความกังวลการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นผลดีต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้นและคริปโท เห็นได้จากตลาดหุ้นในสหรัฐทั้ง S&P, Dow, Nasdaq ปรับตัวเป็นบวก จากมุมมองของหลายนักวิเคราะห์ รวมถึงการแสดงออกของเฟด ยังเห็นการบังคับใช้มาตรการแบบเข้มข้นอีกซักพัก อาจยาวถึงกลางปีหน้านี้ และอาจทำให้ดอกเบี้ยขึ้นถึง 5.1-5.25%
ทั้งนี้ มูลค่าซื้อขายรวมของตลาดในรอบ 24 ชั่วโมง ณ 20 ธันวาคม 2565 อ้างอิง CoinMarket Cap มูลค่ารวมของตลาด
คริปโทอยู่ที่ 36.08 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.21% ขณะที่มูลค่ารวมของตลาด DeFi ปัจจุบันอยู่ที่ 1.71 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4.74% ของตลาดคริปโททั้งหมด มูลค่าของเหรียญที่มีเสถียรภาพทั้งหมดอยู่ที่ 33.21 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 92.04% ของตลาดคริปโททั้งหมด บิตคอยน์ในปัจจุบันครองตลาดอยู่ที่ 39.98% เพิ่มขึ้น 0.11%
“สถานการณ์ตลาดคริปโทน่าจะยังคงต้องระมัดระวัง และจับตาใกล้ชิด ยังไม่สามารถเห็นการฟื้นตัวของราคาขาขึ้น อย่างน้อยครึ่งปีแรก จากความกดดันของมาตรการของเฟด ความไม่แน่นอนอาจเกิดขึ้นตามมาจากการล่มสลายของ FTX และ Alameda Research นักลงทุนจำนวนมากยังกังวลกับโดมิโนที่จะตามมา รวมถึงยังไม่มีความมั่นใจในผู้เล่นเจ้าใหญ่ว่ายังมีความสูญเสียที่ซ่อนไว้อยู่อีกหรือไม่” อุดมศักดิ์เตือน
อย่างไรก็ตาม “อุดมศักดิ์” ให้คำแนะนำนักลงทุนคริปโทไว้ว่า การลงทุนในช่วงต้นปี 2566 คงยังต้องทำด้วยความระมัดระวัง จากแรงกดดันตลาดต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการผุดขึ้นมาของบริษัทต่างๆ
ที่ซุกปัญหาไว้ใต้พรม เราน่าจะได้เห็นบทเรียนจากตลาดแล้วว่าเรื่องเซอร์ไพรส์ต่างๆ เกิดขึ้นได้เสมอ Exchange ที่ใหญ่อันดับสองของโลก ยังล่มสลายได้ใน 3 วัน ราคา Token FTT ที่ลดลงเกือบจะ 100% ในเวลาอันสั้น
สิ่งเหล่านี้น่าจะตอกย้ำถึงความเสี่ยง และความไม่แน่นอนในตลาด การบริหารความเสี่ยง ไม่ลงทุน หรือเก็งกำไรจนเกินตัว น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับตลาดในครึ่งปี 2566

