หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สรท.’ ชี้ปี ...

‘สรท.’ ชี้ปี 66 ส่งออกโตสุด 3% ย้ำบาทแข็งเร็ว-ต้นทุนขึ้นเป็นอุปสรรค

10.01.23 | 15:46 น.

‘สรท.’ ชี้ปี 66 ส่งออกโตสุด 3% ย้ำบาทแข็งเร็ว-ต้นทุนขึ้นเป็นอุปสรรค

เมื่อวันที่ 10 มกราคม นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ปี 2566 คาดการณ์การส่งออกเติบโตระหว่าง 1-3% โดยมีปัจจัยปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1.เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนรุนแรงแบบไม่มีทิศทางที่ชัดเจน 2.สถานการณ์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว 3.ดัชนีภาคการผลิตพีเอ็มไอในตลาดส่งออกสำคัญเริ่มชะลอต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงกำลังการผลิตและความต้องการของประเทศคู่ค้าที่อาจลดลง และ 4.ราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนหลัก ยังคงมีความผันผวนจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคการผลิตโดยรวมทั่วโลกปรับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายชัยชาญกล่าวว่า ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-พฤศจิกายนของปี 2565 มีการส่งออกรวมมูลค่า 265,349.1 ล้านเหรียญสหรัฐ บวก 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 คิดเป็นมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 9,167,993 ล้านบาท บวก 18.4% แต่หากหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย จะบวกที่ 6.5% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 280,438.0 ล้านเหรียญสหรัฐ บวก 16.3% คิดเป็นมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 9,823,872 ล้านบาท บวก 28.0% ส่งผลให้ขาดดุลการค้าเท่ากับ 15,088.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 655,879 ล้านบาท โดยคาดการณ์การส่งออกรวมทั้งปี 2565 เติบโต 6-6.5%

นายชัยชาญกล่าวว่า สำหรับภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนพฤศจิกายน 2565 พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 22,308.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 6.0% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 846,191 ล้านบาท ขยายตัว 7.7% แต่หากหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย จะหดตัว 2.0% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 23,650.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.6% มีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 907,143 ล้านบาท บวก 20.6% ส่งผลให้ขาดดุล 1,342.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 60,952 ล้านบาท โดยการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

นายชัยชาญ กล่าวว่า มีข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล ได้แก่ 1.ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญ รวมถึงพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป 2.ชะลอหรือกำกับดูแลมาตรการภาครัฐใหม่ หรือยกเลิกมาตรการเดิมที่เป็นเหตุให้มีการเพิ่มต้นทุน อาทิ กำกับดูแลค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน เพื่อความสามารถรักษาระดับราคาสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคได้ 3.สนับสนุนและเร่งรัด ความต่อเนื่องของการเจรจาเอฟทีเอต่างๆ และ 4.ขอให้เร่งขยายมาตรการซอฟต์พาวเวอร์สินค้าอัตลักษณ์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสามารถสร้างโอกาสในการขยายตลาดใหม่มากขึ้น

“การที่เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเร็ว อาจทำให้เกิดความเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขัน และการกำหนดราคาได้ แม้เข้าใจว่าค่าเงินบาทต้องปล่อยไปตามกลไกตลาด แต่หากสามารถติดตามและดูได้ว่าจะสามารถบริหารจัดการอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก โดยเศรษฐกิจในปีนี้ ถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเห็นดัชนีผู้ซื้อมีแนวโน้มลดลง อ่อนตัวอย่างชัดเจนมาก ส่วนกลุ่มสินค้าการส่งออกในปี 2566 คาดว่าจะเป็นปีที่ค่อนข้างเลวร้ายที่สุด ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ส่วนกลุ่มที่ขยายตัวได้ดียังคงเป็นหมวดอาหาร เป็นหลัก” นายชัยชาญกล่าว

Advertisement