“แบงก์ชาติ” จ่อเคาะเกณฑ์ตั้งธนาคารไร้สาขา พร้อมเปิดรับสมัครไตรมาส 2 ให้บริการกลางปี 68
เมื่อวันที่ 12 มกราคม นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Media Briefing : แนวทางการอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (เวอร์ชวลแบงก์) ว่า ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางการอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (เวอร์ชวลแบงก์) ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2566 ทั้งนี้ คาดว่า ธปท.จะออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 1/2566
และภายหลังจากออกเกณฑ์แล้วเสร็จ จะเปิดรับสมัครไตรมาส 2/2566 โดยผู้ประกอบการที่ขอยื่นการจัดตั้งเวอร์ชวลแบงก์ต้องนำเอกสารรายละเอียดที่เกี่ยวข้องนำส่งให้ ธปท.ด้วย ซึ่ง ธปท.จะใช้เวลาพิจารณา 6 เดือน และส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่ออีก 3 เดือน โดยจะประกาศรายชื่อที่ได้รับการจัดตั้งไม่เกิน 3 ราย ในไตรมาส 2/2567 และให้เวลา 1 ปี ในการเตรียมความพร้อม และคาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ในไตรมาส 2/2568 หรือช่วงกลางปี 2568
“การพิจารณาเพื่อให้ใบอนุญาตฯ ดังกล่าวจะใช้หลักการเดียวกันหมดโดยไม่มีการแยกกลุ่มธุรกิจเพื่อการพิจารณา ซึ่งที่ผ่านมา หลังจาก ธปท.มีแผนให้จัดตั้งเวอร์ชวลแบงก์มีผู้ประกอบการที่เป็นสถาบันการเงิน (แบงก์-นอนแบงก์) และนอกสถาบันการเงิน รวมถึงผู้ประกอบการจากต่างประเทศ รวมมากกว่า 10 รายให้ความสนใจ ซึ่งจำนวนดังกล่าวเป็นต่างชาติประมาณ 3 ราย หากการจัดตั้ง 3 รายประสบความสำเร็จในอนาคตมีโอกาสขยายเพิ่ม” นายธาริฑธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อคัดเลือกผู้ขอจัดตั้งได้ทั้ง 3 รายแล้ว ธปท.จะติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดในกรอบเวลา 3-5 ปี หากดำเนินธุรกิจได้ตามจุดประสงค์ที่ ธปท.ระบุไว้ ธปท.จะออกจากการดูแลและปล่อยให้ธุรกิจดำเนินการต่อไป แต่หากเวอร์ชวลแบงก์ใดไม่ผ่านเกณฑ์ในระยะเวลา 3-5 ปี ธปท.จำเป็นต้องยกเลิกใบอนุญาตฯ โดยผู้ประกอบการควรจะมีแผนสำรองในกรณีดังกล่าวไว้ให้ ธปท.พิจารณาด้วย
ด้าน นางสาววิภาวิน พรหมบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ที่สนใจจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา คือ ต้องจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศ ทั้งแบบเดี่ยว หรือร่วมกับพาร์ตเนอร์อื่นๆ ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท หากมีผู้สมัครที่เป็นชาวต่างชาติร่วมด้วยกำหนดให้ร่วมทุนได้ไม่เกิน 25% เนื่องจากเป็นการจดทะเบียนจัดตั้งทำธุรกิจในประเทศไทย ทั้งนี้ หากอ้างอิงตามอำนาจกฎหมายสามารถผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติได้ไม่เกิน 49%
นอกจากนี้ ผู้ขอจัดตั้งต้องมีคุณสมบัติ 7 ด้าน 1.มีแผนธุรกิจตอบโจทย์ ธปท.อย่างยั่งยืน 2.มีธรรมาภิบาล ทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ กรรมการ ผู้บริหารระดับสูง 3.มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการดิจิทัล 4.มีการใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นคล่องตัว ลดต้นทุนการดำเนินงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์รวดเร็ว โดยระบบต้องไม่ล่มเกิน 8 ชั่วโมงต่อปี หากล่มต้องกู้ระบบภายใน 2 ชั่วโมงต่อครั้ง 5.ต้องบริหารความเสี่ยงธุรกิจการเงินได้ 6.สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่หลากหลาย และ 7.มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง
นางสาววิภาวิน กล่าวว่า ขณะที่สิ่งที่ ธปท.อยากเห็นจากการจัดตั้งเวอร์ชวลแบงก์ครั้งนี้ คือ นำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล โดยมีบริการทางการเงินครบวงจรและเหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเหมาะสมเพียงพอ สร้างประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ดีขึ้นแก่ลูกค้า ใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน เพื่อพัฒนานวัตกรรมและบริการทางการเงินอย่างเหมาะสม
ส่วนสิ่งที่ไม่อยากเห็น คือ การประกอบธุรกิจในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืน เช่น เร่งขยาย ทำธุรกรรมเสี่ยงจนกระทบฐานะ การแข่งขันที่ไม่เหมาะสมจนกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงมากๆ เพื่อแย่งลูกค้า หรือแข่งปล่อยสินเชื่อที่กระตุ้นก่อหนี้เกินตัว และการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เหมาะสม เช่น กำหนดเงื่อนไขผูกมัดคู่ค้าทางธุรกิจให้ใช้บริการเฉพาะกับเวอร์ชวลแบงก์ที่เกี่ยวข้อง
“อย่างไรก็ตาม ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกรรมดิจิทัลในไทยเติบโตก้าวกระโดด มีคนใช้ 18 เท่า จำนวนบัญชีโมบายแบงก์กิ้งเติบโต 3 เท่า เห็นว่าคนไทยจำนวนมากมีความพร้อมในการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล โดย ธปท.คาดหวังมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาสร้างสรรค์นวัตกรรม และสร้างประโยชน์ต่อสังคม ไม่สร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงิน” นางสาววิภาวิน กล่าว

