สมรภูมิค้าปลีกเดือด ‘โลตัส’ ทุ่ม 1.1 หมื่นล้าน รีโนเวต ขยายสาขาใหม่ทุกไซซ์ทั่วไทย รับนักท่องเที่ยว กำลังซื้อฟื้นตัว
วันที่ 13 มกราคม นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย เปิดเผยว่าในปี 2566 จะใช้เงินลงทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินลงทุนสูงกว่าก่อนมีโควิด เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากมองว่าธุรกิจค้าปลีกและด้วยศักยภาพของโลตัสยังสามารถเติบโตได้อีกมาก โดยจะใช้สำหรับเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิม ให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า
นายสมพงษ์กล่าวว่า การลงทุนปีนี้มีทั้งที่เป็นโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ต พื้นที่่ 3,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) 5 สาขา ในเดือนกุมภาพันธ์นีจะเปิดสาขาใหม่ที่อ.สีคิ้ว อีก 2-3 สาขาอยู่ระหว่างวางแผน ยังมีโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตขนาด 700-1,000 ตร.ม. จำนวน 5 สาขา และมินิชูปเปอร์มาร์เก็ตอีกกว่า 200 สาขา รวมถึงจะเปิดโลตัสพรีเว่ พรีเมียมไฮเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ใหม่สาขา2 ที่กรุงเทพฯ หลังเปิดสาขาแรกที่โครงการไอซีเอส เจริญนครแล้วเมื่อวันที่ 11 มกราคม มีพื้นที่ 2,900 ตร.ม. คาดว่าถึงสิ้้นปีนี้จะมีสาขากว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมีรายได้เท่ากับปีก่อนโควิดแล้ว

นายสมพงษ์กล่าว่า ส่วนโมเดลโลตัส นอร์ธ หลังเปิดที่ราชพฤกษ์ ขณะนี้ยังไม่มีแผนเปิดใหม่ เพราะโมเดลนี้บริษัทลงทุนเอง ไม่ได้เช่าพื้นที่ แต่เป็นการนำดีไซน์เข้าปรับปรุงพัฒนาสาขาใหม่และสาขาเดิมมากกว่า จากเดิมจะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ทั้งนี้ด้วยปัจจัยบวกจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาและกำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ธุรกิจค้าปลีกหลับมาเป็นปกติ และมีการขยายตัวมากกว่าปี 2565 เพราะปีนี้ไม่มีโควิด แต่ยังต้องมีอะไรที่คาดการณ์ไม่ได้ ทั้งโควิดและภาวะเศรษฐกิจถดถอย
“ภาพรวมกำลังซื้อในปีนี้ดีขึ้นตามลำดับตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2565 เข้าสู่เดือนมกราคม 2566 ก็ยังดีอยู่เพราะยังไม่หมดช่วงเทศกาลและกำลังเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน และวันวาเลนไทน์ รวมถึงมีนักท่องเที่ยวจีนที่เปิดประเทศแล้วทยอยเข้ามา เชื่อว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อธุรกิจค้าปลีก ในแง่ของกำลังซื้อในย่านท่องเที่ยวดีขึ้น ไม่ว่าหัวหิน พัทยา ภูเก็ต ซึ่งโลตัสมีสาขาในย่านท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่ใช่ลูกค้าหลักของโลตัส”นายสมพงษ์กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวว่า ส่วนราคาสินค้าขณะนี้ยังทรงตัว ไม่สูงมากเหมือนปีก่อน ขณะที่โครงการช้อปดีมีคืน เพิ่งเริ่มต้นต้องรอให้จบมาตรการวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ขณะนี้ยังมองไม่ออกว่าจะช่วยกระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียวกันโลตัส่ออกแคมเปญ “ราคามหาชน” ตัดและตรึงราคาสินค้ากว่า 600 รายการ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม- 22 มีนาคม 2566 จึงยังแยกตัวเลขได้ไม่ชัด
“ปีนี้แม้จะมีเรื่องการท่องเที่ยว จีนเปิดประเทศ มาเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจค้าปลีก แต่ยังคงต้องจับตามองเรื่องเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย แม้ว่าจะไม่มีผลต่อโลตัส เพราะเราเป็นธุรกิจขายสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่นั้น ลูกค้าก็ยังต้องกินต้องใช้”นายสมพงษ์กล่าว

